ดื่มกาแฟอย่างไรมีประโยชน์

13434983_ml

คนรักกาแฟควรรู้

เมื่อ20 ปีที่ผ่านมา กาแฟและเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนถูกโจมตีว่า ทำให้เกิดโรคหัวใจ ความดันโลหิต เป็นหมัน ทำให้ผู้หญิงตั้งครรภ์แท้งได้หรือทารกน้ำหนักน้อย เพิ่มความเสี่ยงมะเร็งรังไข่ ซีสต์ในเต้านม และกระดูกพรุน แต่ข้อมูลการวิจัยในปัจจุบันเปิดเผยว่าการดื่มกาแฟเพียงวันละ 1-2 ถ้วยนั้นปลอดภัย และอาจให้ผลดี ถ้าดื่มให้เป็น

รายงานผลการวิจัยจากฟินแลนด์และมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดระบุว่า คนที่ดื่มกาแฟมีความเสี่ยงการเกิดเบาหวานประเภท 2 น้อยกว่าคนที่ไม่ดื่ม ความเสี่ยงที่ลดลงเป็นสัดส่วนกับปริมาณกาแฟที่ดื่ม และกาแฟไร้คาเฟอีนให้ผลน้อยกว่า ส่วนชาไร้คาเฟอีนและเครื่องดื่มอื่นๆที่มีคาเฟอีนไม่ให้ผลเหมือนกาแฟ แต่นักวิจัยก็เตือนว่าอย่าเพิ่งมั่นใจจนหันไปโหมกาแฟ เพราะนักวิจัยยังต้องติดตามการวิจัยอีกมาก

นอกจากนี้กาแฟยังยังช่วยลดความเสี่ยงการเกิดนิ่วในถุงน้ำดี มะเร็งลำไส้ใหญ่ โรคพาร์คินสัน ลดอันตรายจากตับในผู้ที่มีความเสี่ยงโรคตับ ลดอาการหอบในผู้ที่มีโรคหอบหืด เพิ่มความจำ และสำหรับนักกีฬาเพิ่มความทนและความอึดในกีฬาที่ต้องใช้เวลานาน

สำหรับผู้ที่ดื่มกาแฟเพราะต้องการแก้ง่วง นักวิจัยแนะนำให้ดื่มปริมาณน้อยๆ แต่กระจายการดื่มออกไปตลอดวัน เช่น แทนที่จะดื่มถ้วยใหญ่ 16 ออนซ์ (500 มล.)ในตอนเช้า ให้ดื่มเพียงครั้งละ 2-3 ออนซ์ (60-90 มล) แต่บ่อยขึ้น กาแฟจะเริ่มออกฤทธิ์ใน 15 นาทีและจะอยู่ในร่างกายนานหลายชั่วโมง และต้องใช้เวลาถึง 6 ชั่วโมงกว่าที่จะถูกขจัดออกจากร่างกาย

10616662_354322514743032_7114394621523927163_n

ของดีในกาแฟ

นักวิจัยของศูนย์วิจัยของศูนย์วิจัยใหญ่ในสวิสเซอร์แลนด์ซึ่งมีบริษัทขายกาแฟรายใหญ่ของโลกพบว่า เมล็ดกาแฟมีสารต้านอนุมูลอิสระมากกว่าชาเขียวถึง 4 เท่า และยังมากกว่าโกโก้ ชาสมุนไพรและไวน์แดงอีก ที่มากกว่าเพราะผู้บริโภคดื่มกาแฟมากกว่าเครื่องดื่มอื่นๆ แต่สารต้านอนุมูลอิสระในกาแฟแต่ละถ้วยและแต่ละยี่ห้อนั้นก็ไม่เท่ากันขึ้นกับชนิดของกาแฟ

กาแฟพันธุ์โรบัสต้า

(Robusta) มีสารต้านอนุมูลอิสระและคาเฟอีนมากกว่าพันธ์อราบิก้า (Arabicas) ถึง 2 เท่า ซึ่งเป็นผลมาจากวิธีการคั่วกาแฟ และปริมาณกาแฟที่ละลายแต่ละถ้วย รวมทั้งยังขึ้นอยู่กับวิธีการชงกาแฟ ระยะเวลาและปริมาณกาแฟที่ใช้ด้วย

ข้อควรระวังในกาแฟ

คอกาแฟอย่าเพิ่งย่ามใจกับข้อมูลด้านดีๆ เพราะองค์ประกอบหลักของกาแฟคือสารคาเฟอีนซึ่งเป็นเป็นสารกระตุ้น จึงมีผลต่อระบบหลอดเลือดและหัวใจพอสมควร โดยทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น เพิ่มความดันโลหิต และทำให้หัวใจเต้นผิดปกติในบางครั้ง งานวิจัยล่าสุดจากมหาวิทยาลัยโทรอนโทเปิดเผยว่า การดื่มกาแฟมากอาจเพิ่มความเสี่ยงหัวใจวายเฉียบพลันในผู้ที่มียีนขจัดคาเฟอีนช้า ทำให้คาเฟอีนอยู่ในกระแสเลือดนานขึ้น แต่สำหรับคนที่มียีนปกติที่ขจัดคาเฟอีนได้เร็วกาแฟก็จะไม่มีผล

ถึงอย่างไรนักวิจัยก็เชื่อว่าการดื่มเพียง 1-2 ถ้วยจะไม่มีผลต่อการเกิดหัวใจวายเฉียบพลันไม่ว่ามียีนอย่างไร แต่การดื่มวันละ 4 แก้วขึ้นไปไม่ให้ผลดีขึ้น ดังนั้น ควรดื่มแต่พอควร เพราะปัจจุบันการตรวจยีนยังไม่ได้มีใช้กันเหมือนการตรวจสุข ภาพทั่วไป และยีนที่แตกต่างกันทำให้ผลการวิจัยทางโภชนาการที่สัมพันธ์กับโรคต่างๆ ที่ออกมามีข้อมูลขัดแย้งกันจนเกิดความสับสน

ส่วนผลของกาแฟต่อสุขภาพผู้หญิงก็ยังไม่มีผลวิจัยชัดเจน ว่าจะเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งเต้านม ซีสต์ในเต้านมหรือกระดูกพรุนหรือไม่ การเดินสายกลางจึงดีที่สุด ผู้ที่ดื่มกาแฟสกัดคาเฟอีน อาจคิดว่าปลอดภัย แต่นักวิจัยเตือนว่า กาแฟสกัดคาเฟอีนอาจเพิ่มระดับกรดไขมันในเลือดให้สร้างแอลดีแอล ซึ่งเป็นคอเลสเทอรอลตัวร้ายได้ เพราะในกระบวนการสกัดคาเฟอีนจะสกัดเอาสารเฟลโวนอยด์ซึ่งมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและสารอื่นๆ ที่ให้รสชาติกาแฟแท้ๆ ออกไปด้วย นอกจากจะอร่อยน้อยลงแล้วยังมีผลเสียต่อสุขภาพอีกด้วย

ข้อควรปฎิบัติ

เลี่ยงกาแฟที่ใช้หม้อต้มแบบสไตล์สแกนดิเนเวีย เพราะจะมีสารไดเทอร์พีนสูง เพิ่มระดับคอเลสเทอรอลในเลือด ควรเลือกกาแฟสำเร็จรูปที่ละลายน้ำ หรือชนิดกรองหยด และเอสเพรสโซ ซึ่งจะมีผลน้อยกว่า

ถ้าต้องเลือกกาแฟสกัดคาเฟอีน ควรเลือกชนิดที่ใช้กระบวนการสกัดธรรมชาติ (Swiss Water Process) ตรวจ สอบยี่ห้อได้จาก SwissWater.com

สำหรับผู้ที่เลี่ยงกาแฟอยู่แล้ว ไม่ควรหันมาดื่มเพียงเพื่อต้องการผลดีจากคาเฟอีน โดยเฉพาะคนที่ร่างกายไวต่อกาแฟ การดื่มอาจยิ่งเพิ่มผลเสีย เช่น หัวใจเต้นเร็วขึ้น ความดันโลหิตสูงขึ้น กระวนกระวาย นอนไม่หลับ กระเพาะหลั่งกรดออกมามากเกินควร ทำให้ปวดท้อง และเป็นสารขับปัสสาวะทำให้ร่างกายเสียน้ำมากขึ้น ดังนั้นทุกครั้งที่ดื่มกาแฟควรดื่มน้ำตามไปชดเชยด้วย

ระวังสิ่งที่เติมลงในกาแฟ

เช่น ครีม นมไขมันเต็ม น้ำตาล น้ำผึ้ง เพราะเท่ากับเติมพลังงานส่วนเกิน กาแฟมาตร ฐาน 1 ถ้วย มีขนาด 5-6 ออนซ์หรือ 150-180 มล. แต่ที่ขายโดยทั่วไปนั้นมีขนาด 12 ออนซ์หรือ 360 มล . ซึ่งมากกว่าถึง 2 เท่า ดังนั้น ควรจำกัดการดื่มให้ไม่เกิน 5 ถ้วย ซึ่งเป็นปริมาณที่ใช้ในการศึกษาวิจัย

สารคาเฟอีนเป็นสารธรรมชาติที่พบในอาหารอื่นด้วยเช่นใบชา เมล็ดโคลา โกโก้ ช็อคโกแลต น้ำอัดลมสีดำ และยาบางชนิด ซึ่งอาจทำให้ร่างกายได้รับคาเฟอีนเกินควร จึงต้องตรวจสอบพฤติกรรมของตัวเองเสมอ

ที่มา http://www.herbdd.com/

ภาพ  spokedark.tv

โฆษณา

วอเตอร์เครสราชินีแห่งผัก

10428630_726020704181330_7330761687484877471_n

วอเตอร์เครส (Watercress) หรือ สลัดน้ำ ส่วนคนลาวจะเรียกผักชนิดว่า ผักน้ำ มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Nasturtium officinale W.T. Aiton โดยผักวอเตอร์เครสจัดเป็นราชินีผักสำหรับคนรักสุขภาพปัจจุบันเป็นที่ได้รับความนิยมอย่างมากในหมู่คนรักสุขภาพในประเทศแถบยุโรป นิวซีแลนด์ และอเมริกา โดยมีต้นกำเนิดในประเทศเนปาล นิวซีแลนด์ และอเมริกาเหนือ

สำหรับลักษณะของผักวอเตอร์เครสนี้ ลำต้นและใบจะคล้ายผักเป็ดไทย แต่จะต่างกันตรงที่ขนาดความยาวของใบ โดยผักวอเตอร์เครสจะมีความยาวมากกว่า สำหรับสายพันธุ์ของผักวอเตอร์เครสมีอยู่ 2 สายพันธุ์หลักๆที่นิยมปลูกรับประทานก็ได้แก่ พันธุ์สีเขียวและพันธุ์สีแดง (หรือน้ำตาล) นอกจากจะปลูกไว้เพื่อรับประทานแล้วยังใช้ปลูกเป็นไม้ประดับได้ทั้งในน้ำและบนดิน สำหรับในประเทศไทยนั้นผักชนิดนี้เริ่มได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยมีแหล่งปลูกที่สำคัญในแถบภาคเหนือ และภาคใต้ ซึ่งเป็นที่นิยมปลูกกันมากเพราะเป็นผักที่ปลูกง่าย โตเร็ว รับประทานสดได้ จะนำมาประกอบอาหารก็อร่อยใช้ได้เลยเลยทีเดียว สำหรับคุณค่าทางโภชนาการของผักชนิดนี้ขอบอกเลยว่าเยอะมากๆ (ถ้าไม่เยอะจริงจะเป็นราชินีผักได้ยังไง?)

ผักวอเตอร์เครส นั้นมีคุณค่าทางอาหารสูง เพราะอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุหลายชนิดในปริมาณที่สูงกว่าผักหลายๆชนิด โดยมีปริมาณแคลเซียมสูงกว่าในนมสด มีธาตุเหล็กมากกว่าผักขม มีวิตามิเอในปริมาณที่สูงมาก มีวิตามินซีสูงกว่าส้ม วิตามินอีที่สูงกว่าผักกาดธรรมดาถึง 2 เท่าตัว !! และมีงานวิจัยของมหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ (University of Illinois) คณะเกษตรศาสตร์พบว่าผักวอเตอร์เครสสามารถช่วยต่อต้านโรคมะเร็งได้ และยังมีคุณสมบัติช่วยล้างสารพิษตกค้างในร่างกายอีกด้วย โดยผักวอเตอร์เครสประมาณ 10 ยอดจะให้วิตามินเอถึง 1 ใน 4 ของที่ร่างกายต้องการในแต่ละวัน !

10428630_726020704181330_7330761687484877471_n

ประโยชน์ของผักวอเตอร์เครส

  1. ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอความแก่ชรา
  2. ช่วยเสริมสร้างภูมิคุมกันให้กับร่างกาย บำรุงสุขภาพ
  3. ประโยชน์ของผักวอเตอร์เครส ช่วยบำรุงและรักษาสายตาเพราะเป็นผักอุดมไปด้วยวิตามินเอ
  4. สารลูทีนและเบต้าแคโรทีนในผักชนิดนี้ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคเกี่ยวกับนัยน์ตา อย่างเช่น ต้อในตาและจอประสาทตาเสื่อม
  5. ช่วยป้องกันและรักษาโรคเลือดออกตามไรฟัน
  6. เป็นผักที่ไม่มีคอเลสเตอรอล และยังช่วยลดระดับไขมันในเลือดได้อีกด้วย
  7. ผู้เชี่ยวชาญด้านสมุนไพรเชื่อว่าผักวอเตอร์เครสนั้นสามารถช่วยล้างเลือดในร่างกายได้
  8. ช่วยบำรุงและรักษากระดูกและฟันให้แข็งแรง
  9. เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคทางเดินหายใจ
  10. ช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน
  11. เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่ติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ
  12. สรรพคุณวอเตอร์เครส มีคุณสมบัติช่วยล้างสารพิษตกค้างในร่างกายได้
  13. ช่วยลดระดับไตรกลีเซอไรด์ในกระแสเลือด
  14. ผักวอเตอร์เครสช่วยลดการถูกทำลายของเซลล์เม็ดเลือดขาวได้มากถึง 23%
  15. ช่วยยับยั้งป้องกันการเกิดโรคมะเร็ง และช่วยยับยั้งการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็งไปยังบริเวณส่วนอื่นๆ
  16. ช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็งปอด
  17. ชวยลดการเติบโตของเซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่
  18. ช่วยลดการทำลายของ DNA ของเซลล์บริเวณลำไส้
  19. ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งเต้านม
  20. ช่วยลดอันตรายของการเกิดโรคมะเร็งที่มีสาเหตุมาจากควันบุหรี่และสารพิษอื่นๆที่ได้รับจากอาหารต่างๆ
  21. สรรพคุณผักวอเตอร์เครส ช่วยในการย่อยอาหาร
  22. มีคุณสมบัติช่วยในการห้ามเลือดเมื่อนำมาผสมกับน้ำส้มสายชู
  23. นำมารับประทานสดหรือใช้ประกอบอาหารได้หลากหลายเมนู เช่น สลัด แกงจืด ต้มซุป ผัดไฟแดง ชุบแป้งทอด รับประทานสดพร้อมกับส้มตำ น้ำพริก สอดไส้แซนวิส รวมไปถึงใช้ตกแต่งอาหารให้น่ารับประทานยิ่งขึ้น

อัญชัญชะลอความแก่และต้านอนุมูลอิสระ

อัญชัญ มีสรรพคุณที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว เพราะมีสารที่ชื่อว่า “แอนโทไซยานิน” (Anthocyanin) ซึ่งมีหน้าที่ไปช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต ทำให้เลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ได้ดีมากขึ้น เช่น ไปเลี้ยงบริเวณรากผม ซึ่งช่วยทำให้ผมดกดำ เงางาม หรือไปเลี้ยงบริเวณดวงตาจึงช่วยบำรุงสายตาไปด้วยในตัว หรือไปเลี้ยงบริเวณปลายนิ้วมือ ซึ่งก็จะช่วยแก้อาการเหน็บชาได้ด้วย และที่สำคัญสารนี้ยังมีความโดดเด่นที่ใครหลายๆคนยังไม่ทราบนั้นก็คือ ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดเส้นเลือดอุดตันได้และการ “กินดอกอัญชันทุกวัน…วันละหนึ่งดอก” จะช่วยป้องกันโรคเส้นเลือดสมองตีบได้อีกด้วย

เนื่องจากดอกอัญชันนั้นมีในการฤทธิ์ละลายลิ่มเลือด สำหรับผู้มีเลือดจางห้ามรับประทานดอกอัญชันเด็ดขาด หรืออาหารเครื่องดื่มที่ย้อมสีด้วยอัญชันก็ไม่ควรรับประทานบ่อยๆ

Butterfly-pea-2Butterfly-pea-3

สรรพคุณอัญชัน

  1. น้ำอัญชันมีส่วนช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระในร่างกาย
  2. เครื่องดื่มน้ำอัญชันช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานให้ร่างกายและเพิ่มพลังงานให้ร่างกาย
  3. มีส่วนช่วยในการชะลอวัยและริ้วรอยแห่งวัย
  4. ประโยชน์ของดอกอัญชัน มีส่วนช่วยในการบำรุงสมอง เพิ่มการไหลเวียนเลือด
  5. ดอกอัญชันมีฤทธิ์ในการละลายลิ่มเลือด
  6. ช่วยป้องกันโรคเส้นเลือดสมองตีบ
  7. ช่วยรักษาอาการผมร่วง (ดอก)
  8. อัญชันทาคิ้ว ทาหัว ใช้เป็นยาปลูกผม ปลูกขนช่วยให้ดกเดาเงางามยิ่งขึ้น (น้ำคั้นจากดอก)
  9. ช่วยลดความเสี่ยงจากการเกิดเส้นเลือดอุดตัน
  10. ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดหัวใจอุดตัน
  11. ช่วยลดความเสี่ยงจากการเกิดโรคมะเร็งด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ
  12. ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวาน
  13. อัญชันมีคุณสมบัติในการช่วยล้างสารพิษและของเสียออกจากร่างกาย
  14. ช่วยบำรุงสายตา แก้อาการตาฟาง ตาแฉะ (น้ำคั้นจากดอกสดและใบสด)
  15. ช่วยป้องกันโรคต้อกระจก ต้อหิน ตามเสื่อมจากโรคเบาหวาน (ดอก)
  16. ช่วยเพิ่มความสามารถในการมองเห็นให้ดียิ่งขึ้น
  17. นำรากไปถูกับน้ำฝน นำมาใช้หยอดตาและหู (ราก)
  18. นำมาถูฟันแก้อาการปวดฟัน และทำให้ฟันแข็งแรง (ราก)
  19. ใช้เป็นยาระบาย แต่อาจทำให้คลื่นไส้อาเจียนได้ (เมล็ด)
  20. ใช้รากปรุงเป็นยาขับปัสสาวะ (ราก,ใบ)
  21. แก้อาการปัสสาวะพิการ
  22. สรรพคุณอัญชันใช้แก้อาการฟกช้ำ (ดอก)
  23. ช่วยป้องกันและแก้อาการเหน็บชาตามนิ้วมือนิ้วเท้า
  24. นำมาทำเป็นเครื่องดื่มน้ำอัญชันเพื่อใช้ดับกระหาย
  25. ดอกอัญชันตากแห้งสามารถนำมาชงดื่มแทนน้ำชาได้เหมือนกัน
  26. ดอกอัญชันนำมารับประทานเป็นผักก็ได้ เช่น นำมาจิ้มน้ำพริกสดๆ หรือนำมาชุบแป้งทอดก็ได้
  27. น้ำดอกอัญชันนำมาใช้ทำเป็นสีผสมอาหารโดยให้สีม่วง เช่น ขนมดอกอัญชัน ข้าวดอกอัญชัน (ดอก)
  28. ช่วยปลูกผมทำให้ผมดกดำขึ้น (ดอก)
  29. ใช้เป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์ต่างๆ อย่าง ครีมนวดผม ยาสระผม เป็นต้น
  30. ประโยชน์ของอัญชันข้อสุดท้ายคือนิยมนำมาปลูกไว้ตามรั้วบ้านเพื่อความสวยงาม ข้อมูลจาก http://frynn.com/

พิษการดื่มน้ำเย็น

10373657_715393398577394_2942449522820250873_n

พิษจากดื่มน้ำเย็น จะปวดหลัง ปวดข้อเข่า ไตอ่อนแอ

ใครจะไปเชื่อว่า..การดื่มน้ำเย็นจะมีพิษมีภัย
และให้โทษได้ถึงขนาดนี้

หมอได้พบผู้ป่วยที่มีอาการแขนขาอ่อนแรง หรือ ที่เรียกกันว่าโรคอัมพฤกษ์ ซึ่งสืบค้นต้นตอไปๆมาๆ ก็พบว่า สาเหตุมาจากพฤติกรรมการดื่มน้ำเย็น หรือ น้ำแข็งเป็นประจำนั่นเอง ผู้ป่วยเล่าให้ฟังว่า ไม่กินผักมาตั้งแต่เล็กๆ รับประทานแต่เนื้อสัตว์ ที่สำคัญคือชอบดื่มน้ำเย็นเป็นประจำมาตั้งแต่เด็ก และต้องเป็นน้ำเย็นจากตู้เย็นเท่านั้น

ก่อนที่จะมีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงนั้น ร่างกายผู้ป่วยได้ส่งสัญญาณเตือนมาหลายครั้ง เช่น มึนเวียนศีรษะง่าย เห็นเหมือนแสงไฟแวบๆขณะกระพริบตา การพูดเริ่มติดๆขัดๆ สุดท้ายเกิดอาการวูบกะทันหัน ต้องนำส่งโรงพยาบาล เมื่อรู้สึกตัวอีกครั้งผู้ป่วยก็ไม่สามารถขยับร่างกายซีกซ้ายได้แล้ว นี่คืออาการของโรคเส้นเลือดตีบที่สมองในวัยเพียง
40 ปี ที่ชอบทานแต่น้ำเย็นมาตลอดเวลา

การดื่มน้ำเย็น สำหรับคนไทยนั้น ทำให้ ไต ต้องรับกำจัดความเย็นออกจากร่างกายอย่างรวดเร็ว ขับน้ำเย็นมากักเก็บไว้ที่กระเพาะปัสสาวะ เตรียมขับออกเป็นน้ำปัสสาวะ ทำให้ผู้ที่ชอบทานน้ำเย็นก็ยิ่งขาดน้ำจนเลือดข้นหนืดไปหมด ประกอบกับหลอดเลือดที่เริ่มแข็งกระด้างไม่ยืดหยุ่น
ทำให้มีคราบไขมัน และของเสียไปยึดเกาะตามผนังหลอดเลือดจนเกิดการพอกพูนกลายเป็นโรคหลอดเลือดตีบ ก็เพราะน้ำเย็นที่ชอบทานเป็นประจำนั่นเอง

ไตของเราเปรียบเสมือนเครื่องกรองน้ำอันน่าอัศจรรย์ ทำหน้าที่ช่วยกรองของเสียออกจากเลือด แล้วขับออกทางปัสสาวะ การทำหน้าที่ตลอด 24 ชม. ไม่มีวันหยุดของไตนั้น ถ้าเราไปซ้ำเติมด้วยการรับประทานสิ่งที่เป็นพิษต่อร่างกายรวมทั้งน้ำเย็นด้วย ก็จะทำให้เกิดภาวะไตอ่อนแอ
และจะส่งสัญญาณร้องให้เราทราบดังนี้

1.ปัสสาวะบ่อยขึ้น อั้นปัสสาวะไม่ได้นาน ดื่มน้ำเข้าไปแล้วต้องวิ่งเข้าห้องน้ำบ่อยๆกลางคืนก็ต้องลุกขึ้นเข้าห้องน้ำหลายเที่ยว

2.มีอาการปวดหลัง ปวดเอวบ่อยๆ โดยเฉพาะเวลานั่งนานๆ

3.ปวดเมื่อยตามข้อ และ ร่างกายง่าย เช่น ปวดข้อเข่า ปวดต้นคอ

4.หลอดเลือดตีบตัน หรือ หลอดเลือดแข็งได้ง่าย

หากใครยังทานน้ำเย็น นมเย็น กาแฟเย็น น้ำอัดลม น้ำหวานเย็น ชาเย็น อยู่เป็นประจำ มีอาการปวดหลังแน่ๆ

ก็ต้องดูแลตนเองง่ายๆ ดังนี้

1.ปรับเลือดที่หนืดข้นให้หายข้น ด้วยการเพิ่มน้ำเข้ากระแสเลือด โดยทานน้ำอุ่นให้ได้ 8-10 แก้ว ทุกวัน

2.ทำให้เลือดไหลเวียนสะดวกอย่างต่อเนื่อง ด้วยการออกกำลังเป็นประจำที่สามารถทำได้ หรือ อาจใช้การจัดกระดูก
ช่วยให้เลือดไหลเวียนสม่ำเสมอ

3.ไม่กินอาหารเนื้อสัตว์ ของทอด ของหวานจัด เพราะทำให้เกิดอนุมูลอิสระปริมาณมาก จนทำให้หลอดเลือดแข็ง หรือ ตีบตันได้ง่าย

4.งดการทานน้ำเย็นเด็ดขาด รู้แล้วอย่าเฉยเมยนะ ควรปฎิบัติด้วยและรู้แล้วอย่าเก็บไว้คนเดียวโปรดแบ่งปันให้คนรอบข้างของตัวเรา

ข้อมูลจาก Line

ย่านาง

ใบย่านาง สรรพคุณนั้นมีหลากหลาย เพราะเป็นสมุนไพรเย็น มีคลอโรฟิลล์สดจากธรรมชาติ และยังมีวิตามินที่จำเป็นต่อร่างกายอีกมากมาย เช่น วิตามินเอ วิตามินบี1 วิตามินบี2 วิตามินบี3 วิตามินซี ธาตุแคลเซียม ธาตุฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก เบต้าแคโรทีน ในปริมาณค่อนข้างสูง โดยเป็นสมุนไพรที่ใครหลายๆคนต่างก็คุ้นเคยกันดี เพราะนิยมนำมาเป็นเครื่องปรุงรสช่วยเพิ่มความกลมกล่อมของอาหาร เช่น แกงหน่อไม้ ซุปหน่อไม้ แกงเลียง แกงหวาน เป็นต้น

ย่านาง

สรรพคุณใบย่านาง

  1. ใบย่านาง ในตำราสมุนไพรจัดว่าเป็นยาอายุวัฒนะ
  2. มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระจำนวนมาก จึงช่วยลดและชะลอการเกิดริ้วและความแก่ชราอย่างได้ผล
  3. ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านโรคในร่างกายให้แข็งแรง
  4. ช่วยเพิ่มความสดชื่นให้กับร่างกาย
  5. ช่วยฟื้นฟูเซลล์ต่างๆในร่างกาย
  6. ช่วยในการปรับสมดุลของร่างกาย
  7. เป็นสมุนไพรที่ช่วยในการลดความอ้วนได้อย่างเห็นผลและปลอดภัย
  8. ช่วยในการเผาผลาญไขมันและนำไปใช้เป็นพลังงาน
  9. ช่วยป้องกันและลดอัตราการเกิดโรคมะเร็งชนิดต่างๆ
  10. เป็นสมุนไพรที่มีฤทธิ์เย็นเหมาะสำหรับผู้ที่เป็นมะเร็งอย่างมาก
  11. หากดื่มน้ำใบย่านางเป็นประจำ ก้อนมะเร็งจะฝ่อและเล็กลง
  12. ช่วยรักษาโรคความดันโลหิตสูง
  13. ช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจ
  14. ช่วยในการบำรุงรักษาตับ และไต
  15. ช่วยรักษาและบำบัดอาการอัมพฤกษ์
  16. ช่วยแก้อาการอ่อนล้า อ่อนเพลียของร่างกาย แม่นอนพักก็ไม่หาย
  17. ช่วยรักษาอาการเกร็ง ชัก หรือเป็นตะคริวบ่อยๆ
  18. ช่วยแก้อาการเจ็บเหมือนมีไฟช็อตหรือมีเข็มแทงหรือมีอาการร้อนเหมือนไฟ
  19. ช่วยป้องกันไม่ให้เส้นเลือดฝอยในร่างกายแตกใต้ผิวหนังได้ง่าย
  20. ช่วยรักษาอาการตกกระที่ผิวเป็นจ้ำๆสีน้ำตาลตามร่างกาย
  21. ช่วยรักษาเนื้องอก
  22. ช่วยรักษาอาการวิงเวียนศีรษะ หน้ามืด เป็นลม คลื่นไส้ อาเจียนได้
  23. ช่วยป้องกันโรคภูมิแพ้ ไอจาม มีน้ำมูกและเสมหะ
  24. รากแห้งใช้ในการแก้ไข้ทุกชนิด และลดความร้อนในร่างกาย
  25. รากของย่านางสามารถแก้ไข้ได้ทุกชนิด ทั้ง ไข้พิษ ไข้หัด ไข้เหนือ ไข้ผิดสำแดง เป็นต้น
  26. เถาย่านางมีส่วนช่วยในการลดความร้อนและแก้พิษตานซาง
  27. มีส่วนช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อมาลาเรีย
  28. ช่วยรักษาอาการร้อนแต่ไม่มีเหงื่อ
  29. ช่วยรักษาอาการของโรคเบาหวาน ช่วยให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลง
  30. มีส่วนช่วยช่วยอาการปวดตึง ปวดตามกล้ามเนื้อ ปวดชาบริเวณต่างๆ
  31. ช่วยรักษาโรคภูมิแพ้
  32. รากของย่านางช่วยแก้อาการเบื่อเมา
  33. ช่วยแก้อาการเหงือกอักเสบอย่างรุนแรงและเรื้อรัง
  34. ช่วยแก้อาการง่วงนอนหลังการรับประทานอาหาร
  35. ช่วยแก้อาการเลือดกำเดาไหล
  36. ช่วยในการบำรุงสายตาและรักษาโรคเกี่ยวกับตา เช่น ตาแดง ตาแห้ง ตามัว แสบตา ปวดตา ตาลาย เป็นต้น
  37. ช่วยรักษาอาการปากคอแห้ง ริมฝีปากแตกหรือลอกเป็นขุย
  38. ช่วยแก้ปัญหาเรื่องเสมหะเหนียวข้น ขาวขุ่น มีสีเหลืองหรือเขียว หรืออาการเสมหะพันคอ
  39. ช่วยบำบัดอาการของโรคไซนัสอักเสบ
  40. ช่วยลดอาการนอนกรน
  41. ช่วยแก้อาการเจ็บปลายลิ้น
  42. ช่วยป้องกันและบำบัดรักษาโรคหัวใจ
  43. ช่วยป้องกันและรักษาโรคหอบหืด
  44. ช่วยรักษาโรคตับอักเสบ
  45. ช่วยรักษาอาการท้องเสีย เพราะช่วยฆ่าเชื้อโรคที่เป็นต้นเหตุได้
  46. ช่วยบรรเทาอาการอาการปวดท้องอย่างเฉียบพลัน
  47. ช่วยแก้อาการท้องผูก ลดอาการแสบท้อง
  48. ช่วยรักษาโรคกระเพาะอาหาร ลำไส้อักเสบ
  49. ช่วยลดอาการหดเกร็งตามลำไส้
  50. ช่วยรักษาอาการกรดไหลย้อน
  51. ช่วยรักษาไทรอยด์เป็นพิษ
  52. ช่วยรักษาโรคนิ่วในไต นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ นิ่วในถุงน้ำดี
  53. ช่วยรักษาอาการปัสสาวะแสบขัด ออกร้อนในทางเดินปัสสาวะ
  54. ช่วยแก้อาการปัสสาวะมีสีเข้ม ปัสสาวะบ่อย หรือมีอาการปัสสาวะออกมาเป็นเลือด
  55. ช่วยรักษาอาการมดลูกโต อาการปวดมดลูก ตกเลือดได้
  56. ช่วยบำบัดรักษาโรคต่อมลูกหมากโต
  57. ช่วยป้องกันโรคไส้เลื่อน
  58. ช่วยในการรักษาโรคเริม งูสวัด
  59. ช่วยป้องกันการเกิดโรคริดสีดวงทวาร
  60. ช่วยรักษาอาการตกขาว
  61. ช่วยป้องกันการเกิดโรคเกาต์
  62. ช่วยแก้พิษจากแมลงสัตว์กัดต่อย
  63. ช่วยรักษาอาการผิวหนังมีความผิดปกติคล้ายรอยไหม้
  64. น้ำย่านางเมื่อนำมาผสมกับดินสอพองหรือปูนเคี้ยวหมากผสมจนเหลว สามารถนำมาทา สิว ฝ้า ตุ่มคัน ตุ่มใส ผื่นคัน พอกฝีหนองได้อีกด้วย
  65. ช่วยป้องกันและรักษาอาการส้นเท้าแตก เจ็บส้นเท้า
  66. ช่วยรักษาอาการเล็บมือเล็บเท้าผุ โดยรักษาอาการเล็บมือเล็บเท้าขวางสั้น ผุ ฉีกง่าย หรือในเล็บมีสีน้ำตาลดำคล้ำ อาการอักเสบที่โคนเล็บ
  67. สำหรับประโยชน์ของใบย่านางด้านอื่นๆ เช่น การนำแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ยกตัวอย่าง ใบย่านางแคปซูล สบู่ใบย่านางแชมพูใบย่านาง เครื่องดื่มสมุนไพร เป็นต้น
  68. แชมพูสระผมจากใบย่านาง ช่วยให้ผมดกำ ชะลอการเกิดผมหงอก

ขอบคุณข้อมูลจาก http://frynn.com

ถั่วเขียวมากด้วยสรรพคุณ

ไม่น่าเชื่อถั่วเขียวจะดีขนาดนี้

10347622_715014468615287_1273729814985798196_n
สรรพคุณของถั่วเขียว 36 ข้อ

1.โพแทสเซียมช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อในร่างกายให้แข็งแรง
2.ถั่วเขียวมีสารต้านเอนไซม์โปรตีเอสในปริมาณสูง ซึ่งเป็นสารที่มีฤทธิ์ในการต่อต้านมะเร็ง
3.ช่วยบำรุงร่างกาย บำรุงกำลัง เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ช่วยป้องกันและรักษาไข้หวัด
4.ถั่วเขียวอุดมไปด้วยแมกนีเซียม ซึ่งเป็นแร่ธาตุที่ช่วยในการทำงานของระบบเผาผลาญในร่างกาย ช่วยผลิตโปรตีนและการหดตัว ของกล้ามเนื้อ
5.ช่วยลดความดันโลหิต
6.ช่วยทำให้เจริญอาหาร
7.ช่วยลดระดับไขมันและคอเลสเตอรอลช่วยควบคุมระดับไขมันในเลือด ควบคุมน้ำหนักได้ เพราะถั่วเขียวมีส่วนประกอบของไขมันที่ต่ำมากไม่มีอเลสเตอรอลและยังอุดมไปด้วยโปรตีนกับเส้นใยอาหาร
8.ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจ
9.ถั่วเขียวมีฤทธิ์เย็น ออกฤทธิ์ตามเส้นลมปราณของหัวใจและม้าม
10.ถั่วเขียวอุดมไปด้วยธาตุเหล็กซึ่งจำเป็นสำหรับการสร้างเม็ดเลือดแดงในร่างกาย
11.ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดและเบาหวานได้
12.ถั่วเขียวอุดมไปด้วยแคลเซียมและฟอสฟอรัสที่ช่วยเสริมสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรงและยังช่วยป้องกันและรักษาโรคกระดูกพรุนได้อีกด้วย
13.ช่วยขับร้อนแก้อาการร้อนในและช่วยแก้พิษในฤดูร้อน
14.ถั่วเขียวมีประโยชน์ต่อลำคอและผิวหนัง และยังช่วยแก้อาการกระหายน้ำได้อีกด้วย
15.เมล็ดถั่วเขียวนำมาต้มกับเกลือ ใช้อมเพื่อรักษาโรคเลือดออกตามไรฟันได้
16.ช่วยถอนพิษในร่างกาย
17.ช่วยกระตุ้นประสาท ถั่วเขียวเป็นแหล่งสำคัญของธาตุโบรอน(Boron)ซึ่งทำหน้าที่เกี่ยวกับการส่งกระแสประสาทของสมอง ทำให้ ช่วยสมองทำงานได้ฉับไวมากขึ้น และยังอุดมไปด้วยฟอสฟอสรัส ที่ช่วยบำรุงเซลล์ประสาทและสมอง
18.ช่วยบำรุงสายตา ทำให้ตาสว่าง และรักษาตาอักเสบ (เปลือกสีเขียว)ช่วยแก้อาการตาพร่า ตาอักเสบ ด้วยการรับประทานถั่วเขียวต้มครั้งละ 15-20 กรัมเป็นประจำ
19.ช่วยรักษาคางทูมที่เป็นใหม่ๆ ด้วยการต้มถั่วเขียว70กรัม จนใกล้ สุกแล้วใส่แกนกะหล่ำปลีลงไป/หัวต้มอีก15นาที กินเฉพาะน้ำวันละ2ครั้ง
20.ช่วยแก้อาการอาเจียนจากการดื่มเหล้า ด้วยการดื่มน้ำถั่วเขียวพอประมาณ
21.ช่วยขับของเหลวในร่างกาย
22.ในถั่วเขียวอุดมไปด้วยเส้นใยที่สามารถละลายน้ำได้ดี จึงช่วยในขบวนการทำความสะอาดของร่างกายอย่างเป็นธรรมชาติ
23.ถั่วเขียวอุดมไปด้วยวิตามินบี2 ที่ช่วยป้องกันโรคปากนกกระจอกได้
24.ถั่วเขียวมีเส้นใยอาหารสูงจึงช่วยในการขับถ่ายป้องกันอาการท้องผูกช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และยังส่งผลดีต่อระบบลำไส้โดยรวมอีกด้วย
25.เมล็ดถั่วเขียวนำมาต้มแล้วกินใช้เป็นยาขับปัสสาวะ
26.ช่วยแก้ลำไส้อักเสบ
27.ช่วยบำรุงตับ
28.ช่วยแก้อาการไตอักเสบ
29.ช่วยแก้ผดผื่นคัน
30.ช่วยลดบวม
31.ช่วยรักษาโรคข้อต่างๆ แก้ขัดข้อ
32.ช่วยรักษาฝี ด้วยการใช้ถั่วเขียวดิบหรือต้มสุก นำมาใช้ตำแล้วพอกเป็นยารักษาภายนอก ช่วยในการบ่มหนองให้ ฝีสุกและยังใช้รักษาอาการอื่นๆ ได้อีกด้วย เช่น แก้ท้องร่วง การคลอดบุตรยาก และโรคท้องมาน
33.นำมาใช้ตำพอกแผล
34.ช่วยแก้พิษจากพืช พิษจากสารหนู และพิษอื่นๆ
35.ถั่วเขียวอุดมไปด้วยวิตามินบี1 ที่ช่วยในการป้องกันโรคเหน็บชาได้เป็นอย่างดี
36.ถั่วเขียวอุดมไปด้วยโฟเลทสูง ซึ่งมีความสำคัญอย่างมากสำหรับหญิงตั้งครรภ์เพราะช่วยป้องกันการพิการแต่กำเนิดของทารกได้…..

ดีอย่างนี้คุณจะกินต้มถั่วเขียวไหม
ขอบคุณข้อมูล Line

เป็นมะเร็งแล้วไม่ตาย

10245396_715507831899284_5804965034727341671_n

“เป็นมะเร็งแล้วไม่ตาย”
1 แชร์เท่ากับให้ธรรมทาน
มหาวิทยาลัยไถต้าประเทศไต้หวัน นายแพทย์หวังเจิ่นอิ ผู้เชี่ยวชาญด้านกระเพาะอาหารและลำไส้ ได้บอกด้วยความปราถนาดีว่า ให้กินผลไม้ในช่วงที่ท้องยังว่าง นั่นก็คือก่อนอาหารนั่นเองและหลังอาหารให้ดื่มเครื่องดื่มที่ร้อน
เท่านี้คนที่เป็นมะเร็งก็จะไม่ตายแล้ว

ศาสตราจารย์ นายแพทย์หวังเจิ่นอิ ศาสตราจารย์กิตติมศักดิ์ของมหาวิทยาลัยไถต้าพูดต่อว่า การนำวิธีดังกล่าวมาใช้นั้น สัมฤทธิ์ผลถึง 80% ซึ่งคนไข้ที่ป่วยด้วยโรคมะเร็งมีโอกาสจะหาย ไม่ว่าท่านจะเชื่อหรือไม่ก็ตาม ผมเชื่อว่าวิธีการรักษาได้ถูกค้นพบแล้ว

สำหรับผู้ที่บำบัดและรักษาด้วยวิธีที่ใช้อยู่โดยทั่วไป ซึ่งสุดท้ายผู้ป่วยต้องเสียชีวิตไปและข้าพเจ้ารู้สึกเสียดายเป็นอย่างยิ่ง หลังบำบัดมีคนไข้ไม่กี่คนที่สามารถอยู่รอดได้เกิน 5 ปี ส่วนใหญ่แล้วจะอยู่รอดได้ 2-3 ปีเท่านั้น จึงถูกมองว่าการรักษาที่ใช้โดยทั่วไปดูแล้วไม่น่าจะได้ผล ปกติผู้ป่วยไม่รับการรักษาใดๆทั้งสิ้น ผู้ป่วยก็สามารถอยู่รอดได้ถึง 2-3 ปีอยู่แล้ว การรักษาที่ใช้โดยทั่วไปนั้น คนไข้จะถูกบำบัดด้วยเคมีหรือระบบฉายแสง ซึ่งทำให้เซลที่ดีของคนไข้พลอยได้รับพิษเข้าไปด้วย มีผลทำให้ร่างกายยิ่งอ่อนแอลง เซลจึงไม่มีแรงต่อต้านหรือไม่มีภูมิคุ้มกัน จึงทำให้เชื้อแพร่กระจายเร็วขี้น และมีผลต่อการก่อกำเนิดปฎิกิริยาในด้านอื่นๆอีก

รับประทานผลไม้สด****
เมื่อพูดรับประทานผลไม้สดก็จะนึกถึง ผลไม้หั่นเป็นชิ้นๆ เคี้ยวแล้วรีบกลืนลงท้อง ความจริงไม่ง่ายเช่นนั้น ถ้าต้องการกินให้ได้ผล ต้องพิถีพิถันในเวลารับประทานผลไม้ดังกล่าว
อะไรคือ…การกินแบบถูกวิธี ?

อย่ากินผลไม้หลังอาหาร ควรกินช่วงเวลาที่ท้องว่างเท่านั้น เช่นนี้แล้วผลไม้ถึงจะมีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อ และสามารถให้พลังงานแก่ร่างกาย รวมถึงลดความอ้วนได้อีกด้วย และมีผลต่อการร่วมและการก่อกำเนิดปฎิกิริยาในด้านอื่นๆอีก ผลไม้จึงจัดว่าเป็นอาหารที่มีส่วนสำคัญต่อการดำรงชีวิต
ลองนึกภาพดู ถ้าเรากินขนมปัง 2 แผ่น หลังจากนั้น กินผลไม้ 1 ชิ้น ตามหลักแล้ว ผลไม้จะผ่านผนังกระเพาะอาหารก่อนเข้าสู่ลำไส้ แต่กลับถูกขวางทางจากอาหารอื่นที่รับประทานก่อน เมื่อผลไม้ที่กินเข้าไปผสมกับอาหารและน้ำย่อยที่เป็นกรดในกระเพาะอาหาร สรรพคุณผลไม้ก็ถูกเปลี่ยนไปด้วย

การรับประทานผลไม้ก่อนอาหาร
หลังอาหารแล้วรับประทานผลไม้ คุณคงเคยได้ยินคนบ่นว่า ทุกครั้งที่กินแตงโมก็จะสะอึก ถ้ากินทุเรียนท้องจะจุก หากกินกล้วยหอมจะระบายอ่อนๆ เป็นต้น ซึ่งล้วนแต่มาจากผลไม้และอาหารที่เริ่มย่อยสลายผสมผสานจนเกิดแก๊สขี้นแต่ทว่าถ้ารับประทานผลไม้ก่อนรับประทานอาหาร ก็จะไม่เกิดเหตุดังกล่าว
ผมขาว ผมร่วงศีรษะล้าน เคร่งเครียด นอนไม่ค่อยหลับจนขอบตาดำ เมื่อทานผลไม้ในขณะท้องว่าง ลักษณะดังกล่าวเบื้องต้นก็จะจางหายไป

ดร. เฮ่อโป๋ ได้บอกผลวิจัยไว้ว่า เมื่อผลไม้เข้าสู่ร่างกายจะมีผลเป็นด่าง ดั่งเช่น ส้ม หรือมะนาวที่มีรสเปรี้ยวก็ตาม ก็ล้วนเป็นอาหารที่มีความเป็นด่าง ประเด็นสำคัญคือการรับประทานผลไม้ในเวลาที่ท้องว่าง เพื่อให้ผลไม้ได้ช่วยเสริมความสวยงาม และอายุจะได้ยืนยาวนาน สุขภาพแข็งแรง มีพลามัยที่ดี มีความสุขและหุ่นดีอีกด้วย เมื่อคุณคิดจะดื่มน้ำผลไม้ ก็อย่าดื่มน้ำผลไม้กระป๋อง อย่านำผลไม้หรือน้ำผลไม้ไปอุ่นให้ร้อน เพราะจะเหลือเพียงรสชาติ คุณประโยชน์ที่ดีของผลไม้จะถูกทำลายสิ้น การรับประทานผลไม้ทั้งลูกย่อมดีกว่าดื่มน้ำผลไม้ แต่ถ้าต้องดื่มน้ำผลไม้ต้องดื่มเป็นคำคำ เพื่อให้น้ำลายได้คลุกเคล้ากันให้ทั่ว ก่อนดื่มลงไป
คุณสามารถรับประทานผลไม้ 3 วัน ติดต่อกัน เพื่อชะล้างร่างกายให้สะอาด ผิวพรรณจะนวลผ่อง ผู้พบเห็นจะตื่นตาตื่นใจ

กีวี
ผลเล็กแต่มากด้วยสรรพคุณ ประกอบด้วยสาร โปตัสเซี่ยม แมกเนเซี่ยม วิตามินE และไฟเบอร์ มีวิตามินC เป็น 2 เท่าของผลส้ม

แอปเปิล
มีวิตามีC ต่ำ มีสารต้านอนุมูลอิสระที่จะช่วยให้วิตามินCตื่นตัว ช่วยลดการเกิดมะเร็งในลำใส้ โรคหัวใจและโรคลมชัก จึงมีคำพังเพยที่ว่า “รับประทานแอบเปิลวันละผล แพทย์จะจน เพราะทุกคน สุขภาพดี”

สตรอเบอรี่
เสมือนหนึ่งเป็นผู้คุ้มกันปกป้องร่างกายเพื่อให้มีสุขภาพที่ดี จึงได้รับฉายาว่า ราชาแห่งผลไม้ เพราะสารต้านอนุมูลอิสระ ปกป้องมิให้เกิดมะเร็ง การแข็งตัวของเลือดที่เกิดขึ้นในหลอดเลือดและสารอนุมูลอิสระ

ส้ม
รับประทานวันละ 2-4 ผล สามารถต่อต้านไข้หวัด ลดคอเลสเตอรอล ป้องกันหรือสลายนิ่วในไต ลดการเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งลำใส้

แตงโม
ประกอบด้วยน้ำถึง 95% :ซึ่งแก้กระหายได้ดี มีกลูตาไธโอนเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน มีตัวสำคัญของไลโคปีน สารต้านอนุมูลอิสระ วิตามิน C และโปแทสเซี่ยม

ฝรั่งและมะละกอ
มีวิตามิน C มากที่สุด ฝรั่งมีไฟเบอร์มากซึ่งแก้ท้องผูกได้ดี มะละกอ จะมีแคราตินส่งผลดีต่อดวงตา

เชื่อหรือไม่ ดื่มน้ำเย็นหลังอาหารก็จะเกิดมะเร็งได้ง่าย ดังนั้นหลังอาหารแล้วควรดื่มน้ำร้อน เพราะน้ำเย็นจะทำให้ไขมันที่กินเข้าไปแข็งตัว ซึ่งส่งผลเสียต่อการย่อยไขที่แข็งตัวทำปฎิกิริยากับกรดในกระเพาะ ทำให้ไขเป็นเกล็ดเล็ก ซึ่งง่ายต่อการดูดซึมในลำใส้ และจะฝังในผนังของลำใส้ ก่อตัวเป็นไขมัน ก่อให้เกิดมะเร็งนั่นเอง

ขอบคุณข้อมูลจาก Line

https://www.facebook.com/sisaengtham.ac.th