เพื่อนกันวันละเข่ง

“เพื่อนกันวันละเข่ง” เป็นกิจกรรมรักษาสิ่งแวดล้อมในโรงเรียนด้วยการเก็บกวาดใบไม้ในแต่ละวันแล้วนำมากองรวมกันไว้ พอได้จำนวนพอจะทำปุ๋ยหมักก็จะเริ่มทำเป็นกองๆไปตามแนวต้นไม้ที่ปลูกใหม่ เวลารดน้ำกองปุ๋ยหมัก ดินบริเวณต้นไม้ก็จะชุ่มไปด้วย

เพื่อนกันวันละเข่ง

ขั้นตอนการทำปุ่ยหมักแบบไม่กลับกองอย่างง่ายมีดังนี้ คือ
๑.นำใบไม้มากองในพื้นที่ด้านกว้างประมาณ 2.5 เมตร ด้านยาวไม่จำกัด
๒. วางใบไม้หนาประมาณ ๑๐ ซม.แล้วโรยทับด้วยมูลสัตว์ประมาณ ๑ ต่อ ๓ เช่นใบไม้ ๙ เข่งก็จะใช้ปุ๋ยคอก ๓ เข่งปูทับ

ปุ๋ยหมักไม่พลิกกองกลับ
๓. รดน้ำให้ชุ่ม
๔.ทำเป็นชั้นๆไปเรื่อยๆจนครบ ๑๐ ชั้น

ปุ๋ยหมักไม่พลิกกองชั้นสูง
๕.รดน้ำทุกวัน และทุก๑๐วันเจาะกองปุ๋ยลงไปแล้วรดน้ำให้ถึงพื้น ไปทั่วกองปุ๋ย
๖.ประมาณ ๒ เดือนก็จะได้ปุ๋ยหมัก ตากให้แห้งแล้วนำไปใช้ได้ตามต้องการ

โฆษณา

การปลูกผักแบบ KEY HOLE

การปลูกผักแบบประหยัดน้ำ

keyhole

เทคนิคการทำสวนผักแบบ KEYHOLE เป็นแปลงผักที่ผสานที่ปลูกผักกับที่หมักปุ๋ยไว้ด้วยกันแล้ว ยังเป็นรูปแบบการปลูกผักที่ประหยัดน้ำ สามารถสร้างสรรค์ดีไซน์ให้สวยงามได้อีกด้วย

1374168_747340278636901_9007074021152324302_n  1797411_747340285303567_6175528986434846400_n

อันที่จริงวิธีแบบ KEYHOLE นี้ ค่อนข้างได้รับการส่งเสริมอย่างแพร่หลายในแถบแอฟริกา ด้วยความที่ไม่ต้องใช้น้ำมาก และก็สามารถใช้วัสดุที่มีอยู่ในท้องถิ่นในการทำแปลงได้ รูปแบบที่เห็นส่วนใหญ่ก็จะใช้หินมาเรียงเป็นแปลง และใช้ไม้มาทำเป็นช่องรูสำหรับหมักปุ๋ยตรงกลาง อย่างไรก็ตาม รูปแบบและวัสดุที่นำมาใช้ทำแปลง และทำช่องใส่ปุ๋ย ก็สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสมของพื้นที่ และวัสดุอุปกรณ์ในท้องถิ่นที่แต่คนหาได้

หลักและวิธีการสำคัญในการสร้างแปลงผักแบบ Keyholeมีดังนี้

1. หาพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับการปลูกผัก คือได้รับแดดเต็มวัน หรืออย่างน้อยครึ่งวัน

2. วางแปลงเป็นรูปวงกลม เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 6 ฟุต โดยเว้นที่ตรงกลาง ทำเป็นทางเข้ารูปสามเหลี่ยมมีปลายแหลมไปยังจุดศูนย์กลางแปลง ด้านกว้างของทางเข้าประมาณ 60 เซนติเมตร (คล้ายการตัดเค้กหรือพายออกมา)

10628129_747340261970236_1952458399933210968_n
3. ทำช่องเป็นคล้ายท่อตรงกลางแปลง สำหรับใส่ปุ๋ย โดยท่อนี้อาจจะทำจากไม้ หรือทำจากตะแกรงก็ได้ กะให้มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1 ฟุต สูงประมาณ 3-4 ฟุต
4. คราวนี้ก่อแปลงโดยรอบวงกลม อาจจะใช้หิน ใช้อิฐ ใช้ไม้ หรือวัสดุอื่นๆที่สามารถหา และสร้างสรรค์เป็นแปลงได้ มาทำ
5. ใส่ดินที่ปรุงแล้วลงให้แปลง โดยด้านล่าง ควรหากิ่งไม้ เศษอิฐ เศษหิน มาใส่รองก้นก่อน เพื่อช่วยการระบายน้ำ ที่สำคัญวิธีการใส่ดิน ให้ดินตรงกลางสูงกว่าตรงปลายแปลง คือให้ดินลาดลงตรงปลายรอบแปลง

10603523_747340305303565_7061516064050942534_n
6. ใส่เศษใบไม้ เศษหญ้า เศษอาหารต่างๆ ลงในท่อตรงกลางแปลง
7. รดน้ำให้ชุ่ม ทั้งบริเวณดินในแปลง และในท่อตรงกลาง ทิ้งไว้ประมาณ 1 อาทิตย์
8. จากนั้นเริ่มลงมือปลูกผักลงแปลงได้

1374168_747340291970233_1796565557624125384_n

หลังจากนั้น เมื่อมีเศษผัก เศษอาหารต่างๆ ก็นำมาทิ้งลงในท่อตรงกลางแปลงได้ตลอด แนะนำว่าอย่าใส่น้ำแกง หรือเนื้อสัตว์ลงไป เพราะอาจจะทำให้เกิดกลิ่นได้ และเพื่อป้องกันไม่ให้มีปัญหาเรื่องแมลงรบกวน เมื่อใส่เศษอาหารลงไป ก็อาจหาเศษใบไม้มากลบเล็กน้อย หรือหากระสอบมาปิดตรงปากท่อไว้ก็ได้ อย่าลืมรดน้ำลงในท่อตรงกลางนี้นะคะ คราวนี้น้ำ และปุ๋ยหมักจากท่อตรงกลางก็จะค่อยๆหล่อเลี้ยงบำรุงให้พืชผักเจริญเติบโต

1503277_747340328636896_3470840573161408147_n

หากอยู่ในช่วงฤดูที่มีแสงแดดแรงมาก อาจทำโครงขึ้นมาด้านบน แล้วใช้สแลนพรางแสงช่วยก็ได้
เขาบอกว่าวิธีนี้ช่วยประหยัดน้ำได้มาก คือแทนที่จะต้องรดน้ำมากๆตรงแปลงผัก ก็รดใส่ในท่อนี้ได้เลย น้ำจะค่อยๆหล่อเลี้ยงพืชผักที่ปลูกเอง

มีรายงานผลจากประเทศแอฟริกาว่า ครอบครัวที่ทำแปลง Keyhole นี้ไว้ 3 แปลง สามารถปลูกผักไว้กินได้อย่างพอเพียงในครอบครัวที่มีสมาชิกถึง 10 คน โดยไม่ต้องพึ่งตลาดเลยทีเดียว

540456_747340288636900_741797185109052542_n 1512491_747340308636898_238374281478176284_n 1609578_747340258636903_8326406779621651622_n

ข้อขอบคุณข้อมูล
www.facebook.com/thaicityfarm
ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก
http://www.inspirationgreen.com/keyhole-gardens.html
http://www.sendacow.org.uk/lessonsfromafr…/…/keyhole-gardens
http://overgrowthesystem.com/gardening-in-africa-how-to-ma…/
http://www.texascooppower.com/…/nature-ou…/keyhole-gardening

บุญกุ้มข้าวใหญ่

Bun KoomKhaoyai
In the second month of each year after rice harvest season is completed, people in the village will carry a bunch of rice. Then take it together at the place for packing {rice}. As the villagers believe that rice is the plant of life which is guarded by a goddess called , “Mae Phosob,” who has strengthen and give nourishment to humankind.
During the rice farming process, farmers may have done something inappropriate or step on the rice tree while they are planting. That is considered as a disrespected behavior, so we do apologize to them by Bun KoomKhaoyai ceremony. One another important point of this practice is to let people show their gratitude to rice and cornfield. This tradition does not have the fix day to do. It is depends on each district’s availability.
Nowadays, some of Buddhist ceremonies are also added to Bun KoomKhaoyai ceremony. For example, the villagers have to invite the monks to attend and chant in the morning in order to bless the farm owners and the rice. After the ceremony finished, the monks will give them the courage and wish that the rice will be successfully grown by doing “Su KhwanKhao” ceremony. Then, the monks will tie the farmers’ arms with a thread. {a cotton}
Srisaengthamschool has held this ceremony in order to seek for charity to subsidize free lunch project for students. Plus, the school also would like to let the students keep this ceremony as a value tradition. Each year Srisaengthamschool normally got rice’s donation from the students’ parents and other folks nearby.

การขยายอีเอ็ม (EM)

ถ้าเรานำหัวเชื้ออีเอ็ม (EM) หรือหัวเชื้อกลุ่มจุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพ (Effective Microorgarnisms) มาใช้โดยตรงจะทำให้เสียค่าใช้จ่ายสูงโดยไม่มีความจำเป็นและได้จุลินทรีย์ที่มีความแข็งแรงน้อยกว่านำไปขยายเสียก่อนจึงใช้
วิธีการขยาย อีเอ็ม (EM)
อีเอ็ม (EM) 1 ส่วน + กากน้ำตาล 1 ส่วน + น้ำสะอาด 20 ส่วน หมักไว้ในภาชนะที่มีผาปิดมิชิดอย่าให้อากาศเข้าได้เป็นเวลา 7 วัน แล้วนำมาใช้ให้หมดภายใน 7 วัน เช่นเดียวกับวิธีการใช้ อีเอ็ม (EM)
การรักษา อีเอ็ม (EM)
เก็บไว้ที่อุณหภูมิ 20 องศาเซลเซียส – 45 องศาเซลเซียส (อย่าเก็บในตู้เย็น) โดยปิดฝาให้สนิทอย่าให้อากาศเข้าได้ ถ้าเปิดใช้แล้วต้องรีบปิดทันที เก็บรักษาไว้ได้ประมาณ 6-8 เดือน หรือมากกว่านั้น

วิธีการใช้ อีเอ็ม (EM) และ อีเอ็ม (EM) ขยายแล้ว
1. การกสิกรรม ใช้อีเอ็ม (EM) หรือ อีเอ็ม (EM) ขยายผสมน้ำ 1:1000 เท่า (อีเอ็ม 1ช้อนโต๊ะต่อน้ำ 10 ลิตร) ฉีดพ่นรดพืชผักสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง แทนปุ๋ยเคมี
2. การประมง
2.1 ใช้อีเอ็มขยายใส่บ่อเลี้ยงสัตว์น้ำ (ปลา กุ้ง กบ ตะพาบน้ำ จระเข้) ในอัตราส่วน 1:1000 เท่า (อีเอ็มขยาย 1 ลิตร ต่อน้ำในบ่อ 10 ลูกบาศก์เมตร) ทุก ๆ 7-10 วัน เพื่อป้องกันน้ำเน่าเสีย
2.2 ใช้อีเอ็มขยายคลุกอาหารสัตว์น้ำก่อนให้กินประมาณ 4 ชั่วโมง (มื้อต่อมื้อ)โดยปิดฝาภาชนะให้สนิทอย่าให้อากาศเข้าได้
3. การปศุสัตว์
3.1 ใช้อีเอ็ม (EM) หัวเชื้อผสมน้ำสะอาดในอัตราส่วน 1:5000 เท่า (1 ช้อนโต๊ะต่อน้ำสะอาด 50 ลิตร) ให้สัตว์กินเป็นประจำมูลสัตว์จะไม่มีกลิ่นเหม็น
3.2 ใช้อีเอ็ม (EM) ขยาย ผสมน้ำสะอาดในอัตราส่วน 1:500 เท่า(1 ช้อนโต๊ะต่อน้ำสะอาด 5 ลิตร) ฉีดพ่นและล้างคอกสัตว์เพื่อกำจัดกลิ่นมูลเก่าได้ภายใน 24 ชั่วโมง
3.2 บำบัดน้ำเสียจากฟาร์มปศุสัตว์ภายใน 1-2 สัปดาห์
4. ด้านสิ่งแวดล้อม
4.1 ใช้อีเอ็ม (EM) ขยาย ใส่ส้วมเพื่อกำจัดกลิ่นและย่อยสลายตะกอน
4.2 ใช้อีเอ็ม (EM) ผสมน้ำอัตราส่วน 1:500 เท่า ฉีดพ่นเป็นฝอยในอาคารบ้านเรือน ปรับอากาศให้สดชื่น กำจัดกลิ่นอับชื้นต่าง ๆ และใช้ ใช้อีเอ็ม (EM) ขยายในอัตราส่วนเดิมทำความสะอาดพื้นห้องน้ำ ห้องส้วม กำจัดกลิ่นคราบสกปรก
4.3 ใช้อีเอ็ม (EM) ขยาย ในอัตราส่วน 1:10,000-20,000 เท่า ฉีดพ่นหรือราดรดน้ำเสียจากการเกษตร ประมง ปศุสัตว์ โรงงานอุตสาหกรรมชุมชน และสถานประกอบการทั่ว ๆ ไป ในบ่อบำบัดน้ำเสีย

ไม่คบคนพาล

ไม่คบคนพาล
ค น พ า ล คื อ ใ ค ร

คนพาล คือคนที่มีใจขุ่นมัวเป็นปกติ เป็นผลให้มีความเห็นผิด ยึดถือค่านิยมผิดๆ และมีวินิจฉัยเสีย คือไม่รู้ว่าอะไรดี อะไรชั่ว อะไรควร อะไรไม่ควร เช่น บัณฑิตเห็นว่า “เหล้า” เป็นของไม่ดี ทำให้ขาดสติ นำความเสื่อมมาให้นานัปการ แต่คนพาลกลับเห็นว่า “เหล้า” เป็นของประเสริฐ เป็นเครื่องกระชับมิตร หรือบัณฑิตเห็นว่า “การเล่นไพ่” เป็นอบายมุข เป็นปากทาง หรือเป็นสัญลักษณ์แห่งความฉิบหาย แต่คนพาลกลับเห็นว่า “การเล่นไพ่” เป็นสิ่งดี ทำให้เพลิดเพลิน เป็นการฝึกสมองซ้อมวิชาคำนวณ ดังนี้เป็นต้น

คนพาลเป็นคนเหมือนกับเรา คือมีร่างกายประกอบด้วยเลือดเนื้อเช่นเดียวกับเรา และอาจมีความสัมพันธ์ เกี่ยวข้องกับเราก็ได้ เช่น เป็นญาติพี่น้อง สามีภรรยา ครูอาจารย์ ฯลฯ อาจเป็นผู้มีการศึกษาสูง อาจมีตำแหน่งหน้าที่การงานสูง อาจมีสมัครพรรคพวกมาก ฯลฯ แต่ไม่ว่าจะเป็นอะไร มีความ สัมพันธ์กับเราหรือไม่ ขึ้นชื่อว่าพาลแล้ว ถึงแม้จะมีความรู้มีความสามารถก็ไม่ใช้ความรู้ความสามารถในทางที่ถูกที่ควร เพราะเขาแสลงต่อความดี เหมือนคนไข้แสลงต่อน้ำเย็น

ลั ก ษ ณ ะ ข อ ง ค น พ า ล

เนื่องจากคนพาลมีใจขุ่นมัวอยู่เสมอ ทำให้ไม่สามารถควบคุมใจให้คิดไปในทางที่ถูกต้องได้ คนพาลจึงมีลักษณะวิปริตผิดจากคนทั้งหลาย ๓ ประการ คือ

๑. ชอบคิดชั่วเป็นปกติ ได้แก่ คิดละโมบอยากได้ในทางทุจริต คิดพยาบาทปองร้าย คิดเห็นผิดเป็นชอบ ฯลฯ

๒. ชอบพูดชั่วเป็นปกติ ได้แก่ พูดปด พูดคำหยาบ พูดส่อเสียดยุยง พูดเพ้อเจ้อ ฯลฯ

๓. ชอบทำชั่วเป็นปกติ ได้แก่ เกะกะเกเร กินเหล้าเมายา ชอบล้างผลาญชีวิตคนและสัตว์ ลักทรัพย์ ฉุดคร่าอนาจาร ฯลฯ

โ ท ษ ข อ ง ค ว า ม เ ป็ น ค น พ า ล

๑. มีความเห็นผิด ก่อทุกข์ให้ตนเอง

๒. เสียชื่อเสียง ถูกติฉินนินทา

๓. ไม่มีคนนับถือ ถูกเกลียดชัง

๔. หมดสิริมงคล หมดสง่าราศี

๕. ความชั่วเภทภัยทั้งหลาย จะไหลเข้ามาหาตัว

๖. ทำลายประโยชน์ของตนเองทั้งโลกนี้และโลกหน้า

๗. ทำลายวงศ์ตระกูลของตนเอง

๘. เมื่อละโลกไปแล้วมีอบายภูมิเป็นที่ไป

ฯลฯ

วิ ธี สั ง เ ก ต ค น พ า ล

คนพาลมักกระทำในสิ่งต่อไปนี้ คือ

๑. คนพาลชอบชักนำในทางที่ผิด

– ชัก คือชักชวน เชิญชวน ชี้ชวน หรือเสนอแนะ

– นำ คือการทำให้เห็นเป็นตัวอย่าง

เช่น ชักชวนหนีโรงเรียน ชักชวนไปลักขโมย ชักชวนให้เสพยาบ้า เสพ ยาเสพย์ติด ชักนำไปเป็นอันธพาล ฯลฯ การชักนำนี้อาจทำด้วยความหวังดีก็ได้ แต่ว่ามันผิด เช่น ได้เงินมาก็ชักชวนเพื่อนไปเลี้ยงเหล้า เที่ยวกลางคืน อย่างนี้ก็จัดว่าเป็นพาล

ผู้ที่ยังเยาว์วัย อ่อนความคิด อ่อนสติ มักถูกชักนำได้โดยง่าย ฉะนั้นผู้ใหญ่ในบ้าน จึงควรระมัดระวัง การกระทำและคำพูด ทั้งของตนเองและผู้ที่มาติดต่อคบหา เพราะเด็กมักจะจำและทำตามอย่างด้วยความไม่รู้ แม้ผู้ใหญ่ทำสิ่งไม่ดี เด็กก็มักเข้าใจผิดคิดว่าเป็นสิ่งที่ดีควรกระทำ

๒. คนพาลชอบทำในสิ่งที่ไม่ใช่ธุระ เกะกะเกเร หน้าที่การงานของตน ไม่พยายามจัดการให้เรียบร้อย แต่ชอบไปก้าวก่ายหน้าที่การงานของผู้อื่น เช่น จับผิดผู้ร่วมงาน เขียนบัตรสนเท่ห์ กลั่นแกล้ง รังแก ทำความรบกวน ให้เดือดร้อน ฯลฯ

๓. คนพาลชอบแต่สิ่งผิดๆ ชอบถือเอาสิ่งที่ชั่วว่าเป็นสิ่งที่ดี เช่น ชอบเล่นไพ่ ชอบสูบบุหรี่ ชอบหนีโรงเรียน ชอบเถียงพ่อแม่ ฯลฯ เห็นคนทำถูกเป็นคนโง่ เห็นคนกลัวผิดเป็นคนขี้ขลาด

๔. คนพาลแม้พูดดีๆ ก็โกรธ เช่น เตือนให้ดูหนังสือตอนใกล้สอบก็โกรธ เตือนให้ตื่นเช้าก็โกรธ แค่มองหน้าบางครั้งก็ยังโกรธ ฯลฯ

๕. คนพาลไม่ยอมรับรู้ระเบียบวินัย เช่น ไม่ชอบข้ามถนนตรงทางม้าลาย ทิ้งขยะบนพื้นถนน ไปโรงเรียนสาย ไปทำงานสาย ฯลฯ

พ ฤ ติ ก ร ร ม ที่ เ รี ย ก ว่ า ” ค บ ” คื อ อ ย่ า ง ไ ร ?

คบ หมายถึงพฤติกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ คือ

– ร่วม เช่น ร่วมกิน ร่วมนอน ร่วมก่อการ ร่วมหุ้น ร่วมลงทุน

– รับ เช่น รับเป็นเพื่อน รับเป็นภรรยาหรือสามี รับไว้ทำงาน รับฟัง สิ่งที่คนพาลพูดหรือเขียน

– ให้ เช่น ให้ความไว้วางใจ ให้คำชมเชย ให้ยศ ให้ตำแหน่ง ให้หยิบยืมสิ่งของ ให้การสนับสนุน

การไม่คบคนพาล คือการไม่ยอมมีพฤติกรรมสัมพันธ์ใดๆ ดังกล่าว ข้างต้นกับคนพาล ถ้าเรายังคบคนพาลอยู่ ไม่ว่าจะในระดับไหนก็ตาม รีบถอนตัวเสียโดยด่วน อย่าประมาท รีบตัดไฟเสียแต่ต้นลม มิฉะนั้นจะพลาด ติดเชื้อพาลโดยไม่รู้ตัว กลายเป็นพาลตามไปด้วย

โบราณท่านให้คติเตือนใจไว้ว่า ห่างสุนัขให้ห่างศอก ห่างวอกให้ห่างวา ห่างพาลา ให้ห่างหมื่นโยชน์แสนโยชน์

โ ท ษ ข อ ง ก า ร ค บ ค น พ า ล

๑. ย่อมถูกชักนำไปในทางที่ผิด

๒. ย่อมเกิดความหายนะ การงานล้มเหลว

๓. ย่อมถูกมองในแง่ร้าย ไม่ได้รับความไว้วางใจจากบุคคลทั่วไป

๔. ย่อมอึดอัดใจ เพราะคนพาลแม้เราพูดดีๆ ด้วยก็โกรธ

๕. หมู่คณะย่อมแตกความสามัคคี เพราะการยุยงและไม่ยอมรับรู้ระเบียบวินัย

๖. ภัยอันตรายต่างๆ ย่อมไหลเข้ามาหาตัว

๗. เมื่อละโลกแล้ว ย่อมมีอบายภูมิเป็นที่ไป

ฯลฯ

ปลาร้าพันห่อด้วย ใบคา

ใบก็เหม็นคาวปลา คละคลุ้ง

คือคนหมู่ไปหา คบเพื่อน พาลนา

ได้แต่รายร้ายฟุ้ง เฟื่องให้เสียพงศ์

(สุภาษิตโคลงโลกนิติ)

ป ร ะ เ ภ ท ข อ ง ค น พ า ล

คนพาลมี ๒ ประเภท ได้แก่

๑. พาลภายนอก คือคนพาลทั่วไป ซึ่งแม้จะร้ายกาจเพียงใด เราก็ยังมีทางหลีกเลี่ยงได้ แต่มีพาลอีกประเภทหนึ่งที่ร้ายยิ่งกว่า เพราะมักเกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัวและไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้ คือพาลภายใน

๒. พาลภายใน คือตัวเราเองขณะที่คิดชั่ว พูดชั่ว ทำชั่ว เช่น หนีงาน บ้าง เที่ยวเกเร ไปยุ่งธุระคนอื่นโดยใช่เหตุบ้าง ชอบไปทำงานสายบ้าง คนอื่นเตือนดีๆ ก็โกรธบ้าง หลีกเลี่ยงวินัยบ้าง พูดไม่ไพเราะบ้าง ครั้งใดที่เราทำ เช่นนี้ ครั้งนั้นเราเองนั่นแหละคือตัวพาล มีเชื้อพาลอยู่ภายใน ต้องรีบแก้ไข

ห ลั ก ป ฏิ บั ติ ใ น ชี วิ ต ป ร ะ จ ำ วั น

๑. หมั่นห้ามใจตนเองจากความชั่วแม้เพียงเล็กน้อย ก่อนที่มันจะลุกลามต่อไป เช่น การนอนตื่นสาย ทิ้งขยะไม่เป็นที่เป็นทาง หรือปล่อยให้ที่อยู่อาศัยรกรุงรังไม่หมั่นทำความสะอาด

๒. อย่าตามนึกถึงความชั่ว ความผิดพลาดในอดีต ทั้งของตนเองและผู้อื่น ผ่านไปแล้วก็ให้แล้วกันไป ถือเป็นบทเรียนที่จะไม่ยอมทำซ้ำอีก แล้วตั้งใจทำความดีใหม่ให้เต็มที่

๓. ตั้งใจให้ทาน รักษาศีล เจริญสมาธิภาวนาอย่างสม่ำเสมอ

๔. หลีกเลี่ยงการอ่าน การฟัง การพูด เรื่องเกี่ยวกับคนพาล จะได้ ไม่สะสมความคิดเกี่ยวกับพาลไว้ในใจ พยายามสะสมแต่ความคิดที่ดีงามโดยการอ่าน การฟัง การพูด แต่สิ่งที่ดีงาม เช่น อ่านหนังสือธรรมะ ฟังเทศน์ สนทนาธรรม พูดถึงคนที่ทำคุณความดี ฯลฯ

๕. ถ้าจำเป็นต้องอยู่ใกล้คนพาลอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้ เช่น ทำ งานในที่เดียวกัน เป็นญาติพี่น้องกัน ในกรณีเช่นนี้เราต้องระลึกอยู่เสมอว่า เรากำลังอยู่ใกล้สิ่งที่เป็นอันตราย เหมือนอยู่ใกล้คนเป็นโรคติดต่อ ต้องระวังตัว คือระวังความเป็นพาลของเขาจะมาติดเราเข้า ต้องหมั่นให้ทาน รักษาศีล ทำสมาธิ เพื่อให้ใจผ่องใสอยู่เสมอ

เราต้องระลึกเสมอว่า หน้าที่อันยิ่งใหญ่และสำคัญที่สุดในชีวิต ไม่มีอะไรยิ่งไปกว่าการปราบพาลภายในตัวเราเอง

อ า นิ ส ง ส์ ก า ร ไ ม่ ค บ ค น พ า ล

๑. ทำให้ไม่ถูกชักจูงไปในทางที่ผิด

๒. ทำให้สามารถรักษาความดีเดิมไว้ได้

๓. ทำให้สามารถสร้างความดีใหม่เพิ่มขึ้นได้อีก

๔. ทำให้ไม่ถูกคนพาลทำร้าย

๕. ทำให้ไม่ถูกตำหนิ ไม่ถูกใส่ความ

๖. ทำให้ไม่ถูกมองในแง่ร้าย ได้รับความไว้วางใจจากบุคคลทั่วไป

๗. ทำให้มีความเจริญก้าวหน้า สามารถตั้งตัวได้เร็ว

๘. ทำให้มีความสุขทั้งตนเอง ครอบครัว และประเทศชาติ

๙. เป็นการตัดกำลังไม่ให้เชื้อพาลระบาดไป เพราะขาดคนสนับสนุน

ฯลฯ

“ตลอดเวลาที่บาปยังไม่ให้ผล คนพาลสำคัญบาปเหมือนน้ำผึ้ง บาปให้ผลเมื่อใด คนพาลย่อมเข้าถึงทุกข์เมื่อนั้น” ขุ. ธ. ๒๕/๑๕/๒๔

จบมงคลชีวิตข้อ ที่ ๑ ไม่คบคนพาล

ทำดี

ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ยังทันสมัยอยู่เสมอแม้เวลาจะผ่านไปสัจจธรร­มไม่เคยเปลี่ยน ดีคือบุญผลคือสุข ชั่วคือบาปผลคือทุกข์ เมื่อเราตั้งความหวังว่าอยากได้สุขซึ่งคือ­ผลแห่งการทำบุญ ผลแห่งการทำดีนั่นเอง เราก็ควรประกอบกรรมดีหรือทำดีทั้ง พูดดี ทำดี คิดดี ผลก็จะได้ดังหวัง การเรียนการศึกษาก็ไม่ต่างจากการใช้ชีวิตท­ั่วไป ถ้าตั้งใจเรียนดี สนใจเรียนดี เอาใจใส่ดีทุกๆอย่างก็จะเกิดผลดังที่เราคา­ดหมาย หรือเป็นไปตามเป้าหมายของการจัดการศึกษาได­้โดยทั่วไป

อย่าเอาเปรียบสังคม

ฉลาดแกมโกง เป็นคำที่ไม่พึงประสงค์ ยิ่งเป็นพฤติกรรมแล้วก็จะเป็นที่น่ารังเกี­ยจของสังคมไม่ว่าเล็กหรือสังคมใหญ่ เราเป็นนักเรียนสิ่งสำคัญคือการแสวงหาความ­รู้ให้มากจะได้มีความฉลาด เมื่อมีปัญญาความเฉลียวฉลาดจากการศึกษาแล้­วก็ควรใช้ความฉลาดนั้นให้เป็นไปเพื่อประโย­ชน์ตนและประโยชน์ท่าน พิจารณาการใช้ให้สอดคล้องกับคุณงามความดีห­รือเรียกว่าใช้ปัญญาความฉลาดในทางที่เป็นธ­รรม เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่เพื่อนๆกัน อย่าใช้เพื่อเอารัดเอาเปรียบคนอื่น เมื่อทำอย่างนี้กันทุกคนสังคมเราก็มีแต่คว­ามสงบสุข ไม่ต้องคอยระแวงว่าจะมีคนมาฉ้อฉล เอารัดเอาเปรียบกันในสังคมของเราก็จะทำให้­เราทุกคนมีความสุขยิ่งๆขึ้นไป