U-School Mentoring

โครงการยกระดับคุณภาพการศึกษา โดยมีมหาวิทยาลัยเป็นพี่เลี้ยง

IMG_6836

บันทึกความร่วมมือยกระดับคุณภาพการศึกษาโรงเรียนศรีแสงธรรมกับมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

โรงเรียนศรีแสงธรรมได้รับเกียรติจากมหาลัยอุบลราชธานี “ภูมิปัญญาแห่งภูมิภาคลุ่มน้ำโขง” ให้ไปจัดนิทรรศการเกี่ยวกับโรงเรียนเนื่องในโอกาสที่คณะรัฐมนตรีจะมาประชุมครม.สัญจรที่จังหวัดอุบลราชธาน

 

 

ในฐานะที่โรงเรียนได้รับการสนับสนุนด้านวิชาการเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาโดยมีมหาวิทยาลัยเป็นพี่เลี้ยงตามโครงการของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา(สกอ.) ซึ่งได้คัดเลือกให้เป็นโรงเรียนแกนนำเครือข่ายเข้มแข็ง

37629134_1859645817485474_1212756072691924992_o.jpg

ทางโรงเรียนได้จัดนิทรรศการนำเสนอ แนวทางการจัดการศึกษาศตวรรษที่ 21 การศึกษาแบบมีอาชีพ ที่นำเรื่องพลังงานและการเกษตรมาบูรณาการในการจัดการเรียนการสอน สอดคล้องกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง จนเป็นที่รู้จักไปทั่วทั้งในและต่างประเทศ

 

 

นักเรียนโรงเรียนศรีแสงธรรม สามารถสอบเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย 100% และมีผลการเรียนที่ดีขึ้น จากการทดสอบคะแนน O-NET พบว่าคะแนนเฉลี่ยของโรงเรียนขยับเข้าใกล้คะแนนเฉลียระดับประเทศมากขึ้น 

3609A5FD89134C30889AEFF923B80445

ทั้งนี้มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีก็ได้มีการทำ MOU. ร่วมมือยกระดับคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนด้วย จึงนับว่าเป็นการพัฒนาท้องถิ่น โดยเฉพาะชนบทห่างไกลตามแนวชายแดนได้มีโอกาสทางการศึกษาเปิดกว้างมากขึ้น และทางโรงเรียนได้มอบทุนการศึกษาเพื่อเป็นกำลังใจให้กับนักเรียนที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ 17218549_1305430046240390_1405815224930271307_o

โฆษณา

บ้านกินแดด

บ้านกินแดด

37085223_1841084039341652_2682955650496987136_n

บ้านดิน และบ้านกินแดด

บ้านกินแดดศรีแสงธรรม ตัวอย่างการประยุกต์ใช้พลังงานแสงอาทิตย์กับอุปกรณ์ไฟฟ้าทุกอย่างในบ้านพักอาศัยสำหรับชาวบ้านที่อยู่ห่างไกลจากสายส่งหรือไม่มีไฟฟ้าเข้าถึง ให้คนมีทางเลือกในการใช้พลังงานมากยิ่งขึ้น

แม้ว่าจะอยู่ในพื้นที่ห่างไกลจากสายส่งแค่ไหน หรือไม่มีไฟฟ้าเข้าถึงเลย ถ้าอยากมีไฟฟ้าใช้ไม่ต้องไปออกข่าวอ้อนวอนนายกให้ยาก หรือไปทำเป็นบนบานศาลกล่าวกับเสาไฟฟ้า เอาสูตรนี้ไปลองทำดู 

โดยมีอุปกรณ์สำหรับชุดเล็กๆ สำหรับที่ต้องการใช้งานน้อย จึงแนะนำขนาด 300 วัตต์เป็นพื้นฐานสำหรับที่เหมาะกับงบประมาณ หากต้องการใช้งานมากขึ้น นานขึ้น หรือมีคนจำนวนมากก็ต้องใช้ขนาด 1,500 วัตต์ที่ติดตั้งไปกับรถนอนนา “ชุดนอนนา” โมเดล 1,500 วัตต์

 

แต่ถ้ามีงบประมาณน้อย หรือไม่ต้องการใช้มากบ้านกินแดดชุดนี้ก็สามารถใช้งานได้ดีเช่นกันโดยมีอุปกรณ์ดังนี้

37338451_1849289231854466_7465846551470931968_o

แผ่น 150  วัตต์ 2 แผ่น

  1. แผ่นโซล่าร์เซลล์ขนาด 150 วัตต์ 1แผ่นราคาประมาณ 3,000 บาท

2. คอนโทรลชาร์จ 10 แอมป์ราคาประมาณ 300 – 600 บาทแล้วแต่คุณภาพของแต่ละยี่ห้อ

3. แบตเตอรี่ 100 แอมป์ถ้าเป็นแบตรถยนต์ก็ไม่เกิน 3,000 บาท ส่วนที่นี่จะไม่แนะนำแบตเตอรี่รถยนต์ควรเป็นแบตเตอรี่แห้งราคาประมาณ 7,000 บาท

4. หากมีงบประมาณเพิ่มเติมอาจจะใช้อินเวอร์เตอร์เป็นตัวแปลงไฟกระแสตรงเป็นกระแสสลับ 220 โวลท์ขนาด 300 วัตต์ หรือไม่ต้องใช้ก็ได้ถ้าไม่มีความจำเป็น

50527314_2181838852130117_2638779210323197952_n

คอนโทรลชาร์จ 10 แอมป์

 

นอกนั้นก็เป็นอุปกรณ์การต่อ และสายไฟ ส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้านั้นเป็นประเภทกระแสตรงหรือเรียกว่า DC 12 V. ทั้งหลอดไฟ หม้อหุงข้าว เตารีด พัดลม ทีวี เครื่องสูบน้ำ (ยังไม่มีเครื่องซักผ้า) เครื่องใช้เหล่านี้มีขายหมด

37173086_1847638142019575_2710415034277691392_o เพียงเท่านี้ก็เป็นบ้านกินแดดได้ทันทีด้วยอุปกรณ์ 3-4 ชิ้นเท่านั้น จะหุงข้าวสูบน้ำ รีดผ้า ชาร์จมือถือ ก็นับว่าเป็นตัวอย่างการประยุกต์โซล่าร์เซลล์เพื่อใช้งานในชีวิตประจำวัน จากโรงเรียนศรีแสงธรรม ซิลิคอน วัลเลย์ อุบลราชธานี

IMG_2360

ชุดเล็ก 300  วัตต์แบบเคลื่อนย้าย

แต่เวลาใช้งานจริง ถ้าใช้พร้อมกันทั้งหมดที่นำมาเป็นตัวอย่างนี้นี้แผ่น 150 วัตต์แผ่นเดียวคงไม่ได้ไฟไม่เพียงพอในแต่ละวันอาจจะต้องเพิ่มจำนวนแผ่น หรือเพิ่มขนาดจาก 150 วัตต์ เป็น 330 วัตต์ 24 โวลท์พร้อมอินเวอร์เตอร์ เหมือนเช่นชุดนอนนา แต่รับรองว่าไม่ต้องใช้ไฟจากสายส่งเลยก็ว่าได้ ตัวอย่างชุดนอนนาขนาด 2,000 วัตต์ 


และแนะนำเรื่องการสูบน้ำไม่ควรใช้จากแผ่นเตอรี่เพราะแบตเตอรี่คือสิ่งที่แพงพอสมควรจึงต้องถนอมการใช้งาน แยกระบบออกมาต่างหากจะได้ช่วยยืดระยะการใช้งานของแบตเตอรีมากขึ้น

นี่ก็เป็นแนวทางการพึ่งพาตนเองด้านพลังงานที่ทุกคนสามารถทำได้ ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ จะอยู่ไกลจากเมืองหลวงหรือศูนย์กลางความเจริญแค่ไหนแต่เราอยู่ใกล้พระอาทิตย์เท่ากัน ดังนั้นหากที่ไหนไม่มีไฟฟ้าใช้ให้ติดต่อมาที่นี่ ศรีแสงธรรมการไฟฟ้า

บุญกุ้มข้าว

49051440_2088355521281168_5504674345638690816_n

นางรำบายศรีสู่ขวัญข้าว

บุญกุ้มข้าวใหญ่โรงเรียนศรีแสงธรรมเพื่อจัดหาทุนโครงการอาหารกลางวันฟรี โดยขอรับบริจาคข้าวเปลือก เงิน หรืออุปกรณ์อื่นๆ จากผู้ปกครองนักเรียน และผู้มีจิตศรัทธา เพื่อสมทบทุนโครงของโรงเรียนประจำปี 2562 ที่ได้จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี

49441614_2083680125082041_2024301009538383872_n.jpg

ครูและนักเรียนออกไปรับบริจาคข้าวเปลือกตามหมู่บ้าน

เนื่องด้วยโรงเรียนศรีแสงธรรม มีโครงการอาหารกลางวันฟรี รถรับส่งฟรี และไม่มีค่าใช้จ่ายอื่นๆสำหรับนักเรียนที่เข้าเรียนที่นี่ จึงเป็นภาระของโรงเรียนที่จะต้องหาทุนมาสนับสนุน ในภาครัฐก็จะมีสนับสนุนอาหารกลางวันนักเรียนตั้งแต่อนุบาล ถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 แต่ทางโรงเรียนศรีแสงธรรม จัดการศึกษาระดับมัธยมศึกษาม.1 – ม.6 จึงไม่ได้รับงบประมาณดังกล่าว

49265695_2083680145082039_596444165684854784_n

เมื่อได้ข้าวเปลือกมาก็จะมากองรวมกันเรียกว่ากุ้มข้าว

ทางโรงเรียนจึงต้องหาวิธีการพึ่งพาตนเองเพื่อให้มีรายได้เลี้ยงเด็กนักเรียนได้ นับเป็นเวลา 8 ปีที่ผ่านมา ค่าใช้จ่ายสำหรับเลี้ยงนักเรียน 220 คน หากคิดค่าอาหารกลางวันของนักเรียนมื้อละ 10 บาท/คน จะตกปีละ 440,000 บาท ตลอดเวลา 8 ปีที่ผ่านมา คิดเป็นเงินประมาณ 3,520,000 บาท และยังมีค่ารถรับส่งอีก 4 คัน ก็เป็นค่าใช้จ่ายจำนวนมากเช่นกัน

49397755_2088333897949997_6539346230831480832_n

พิธีบายศรีสู่ขวัญข้าว

ดังนั้นจึงมีการดำนาปลูกข้าวกินไว้เสริมรายได้ของโรงเรียน มีการติดตั้งโซล่าร์เซลล์ ผลิตผลงานสิ่งประดิษฐ์ต่างๆ หรือแม้กระทั่งต่ำน้ำพริกที่เรียกว่า “แจ่วบอง” ไว้จำหน่ายอีกด้วย ไว้เป็นการเสริมรายได้ เรียกว่าการพึ่งพาตนเองระดับโรงเรียน ดังนั้นจึงได้จัดงานบุญกุ้มข้าวเพื่อรับบริจาคเพื่อมาลดค่าใช้จ่ายของโรงเรียนดังกล่าว จึงได้เรียกชื่ออีกอย่างหนึ่ง “การศึกษาแบบมีอาชีพ”

หากท่านมีความประสงค์จะร่วมสนับสนุนโครงการหรือกิจกรรมของโรงเรียนด้วยการร่วมบริจาคสิ่งของหรือเงิน ทางโรงเรียนออกใบเสร็จให้ท่านนำไปลดหย่อนภาษีได้สองเท่าของเงินบริจาค 46474727_2032296160220438_6404199935197052928_n

ท่านสามารถร่วมบริจาคได้ที่
“โรงเรียนศรีแสงธรรม” ธ.กรุงไทย สาขา เทสโก้โลตัสพิบูลมังสาหาร
เลขที่ 862-006-4355 หรือ กองทุนการศึกษาวัดป่าศรีแสงธรรม
ธ.กรุงเทพ สาขาย่อยเทสโก้โลตัสพิบูลมังสาหาร เลขที่ 786 006 3333

โรงเรียนศรีแสงธรรม

โรงเรียนศรีแสงธรรม

อาคารเรียนโรงเรียนศรีแสงธรรม

“โรงเรียนศรีแสงธรรม” จากห้องเรียนบ้านดิน – โซล่าเซลล์แตกๆ สู่ต้นแบบโรงเรียนพลังงานทดแทน-เศรษฐกิจพอเพียง สร้างชาติ

โรงเรียนแห่งนี้ไม่ได้สอนแค่พื้นฐานเรื่องการอ่าน เขียน เพื่อทำข้อสอบเท่านั้น แต่โรงเรียนแห่งนี้ได้สอนให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการสร้างชุมชนเข้มแข็งจากการลงมือทำ ซึ่งจะสามารถต่อยอดไปสู่ทักษะอื่นๆทั้งด้านสังคม วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี เพื่อที่จะช่วยสร้างประเทศชาติให้เข้มแข็ง  เพราะ “ความมั่นคงของชาติ” ไม่ใช่หน้าที่ของรัฐบาลเท่านั้น แต่เป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคน  และนี่คือ หลักการของการตั้งหลัก “โรงเรียนศรีแสงธรรม” หรือ ที่หลายคนเรียกกันว่า “โรงเรียนโซล่าเซลล์”  ต้นแบบแห่งพลังงานทดแทน

พระครูวิมลปัญญาคุณ เจ้าอาวาสวัดป่าศรีแสงธรรม หรือที่คนทั่วไปเรียกกันว่า “พระอาจารย์”  ได้ก่อตั้งโรงเรียนศรีแสงธรรม ในปี 2553 เปิดสอนทั้งม.ต้น-ปลาย ที่บ้านดงดิบ อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี   โรงเรียนแห่งนี้มีโจทย์มาจาก “ความขาดแคลน” ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของคนทั้งประเทศ

หลายปีที่ผ่านมา พระอาจารย์ได้มุ่งมั่นหาคำตอบเพื่อแก้โจทย์เรื่องความขาดแคลน โดยนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง  หลักธรรม และเทคโนโลยี  มาผสมผสาน เพื่อเป็นต้นแบบในการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เกิดความสมดุลต่อชีวิตและสิ่งแวดล้อม  เพื่อหวังว่าคำตอบจากการสร้างโรงเรียนแห่งนี้จะเป็นมีส่วนในการช่วยชาติ นั่นคือ การผลิตคนดีเข้าสู่สังคม


มื่อตัดสินใจที่จะทำ พระอาจารย์ไม่ปล่อยเวลาให้ล่วงเลยและเดินหน้าสร้างความมั่นคงให้กับชาติ ด้วยการขายบ้านตัวเองที่เป็นมรดกชิ้นสุดท้าย มาสมทบทุนสร้างอาคารเรียนมูลค่า 18 ล้านบาท โดยที่ไม่ใช้งบประมาณจากรัฐแม้แต่บาทเดียว และยังสอนเด็กๆโดยไม่เก็บค่าเล่าเรียน มีรถรับ-ส่งฟรี อาหารฟรี 

พร้อมทั้งทำงานอย่างหนัก เผยแพร่เรื่องพลังงานแสงอาทิตย์  เพื่อหวังที่จะให้คนไทยสามารถพึ่งพาตนเองในเรื่องพลังงานได้ โดยทุกวันนี้โรงเรียนศรีแสงธรรมผลิตไฟฟ้าใช้เองภายในโรงเรียนทำให้โรงเรียนเสียค่าไฟเดือนละ 40 บาทเพื่อรักษาค่ามิเตอร์เท่านั้น 

นำไปสู่การเป็นโรงเรียนต้นแบบด้านพลังงานที่ผู้นำประเทศกล่าวถึง และเป็นแหล่งเรียนรู้ แหล่งฝึกอบรมด้านพลังงาน ให้กับภาคส่วนต่างๆ ที่ถนนทุกสายมุ่งสู่โรงเรียนศรีแสงธรรมเพื่อศึกษาเรื่องพลังงานทดแทน ขณะเดียวกันทางโรงเรียนก็พัฒนานวัตกรรมต่างๆเพื่อออกไปช่วยเหลือชุมชนด้วย

พระครูวิมลปัญญาคุณ

พระครูวิมลปัญญาคุณเจ้าอาวาสวัดป่าศรีแสงธรรม

 กำเนิด “โรงเรียนศรีแสงธรรม” เพราะอาตมาเคยขาดแคลนการศึกษา 

พระครูวิมลปัญญาคุณ เปิดใจว่า สาเหตุที่ตั้งโรงเรียน เพราะไม่อยากเห็นใครขาดแคลนการศึกษาเหมือนอาตมา ที่ตอนเป็นเด็กอาตมาเรียนไม่จบมัธยม ไม่มีโอกาสได้รับการศึกษา  เพราะโยมพ่อกับโยมแม่หย่าร้างกัน ก็เลยต้องออกจากโรงเรียนมาทำงานเพราะเป็นพี่คนโตของบ้าน

อีกหนี่งเหตุผลที่สำคัญที่เป็นแรงบันดาลใจให้พระอาจารย์ตัดสินใจสร้างโรงเรียน เพราะต้องการสานต่อการช่วยชาติ จากหลวงตามหาบัว ซึ่งพระอาจารย์เป็นศิษย์รุ่นสุดท้ายของท่าน ได้มีส่วนรวมรวบเงินบริจาคต่างๆ ซื้อทองคำ เข้าคลังหลวง พอหลวงตาปิดโครงการช่วยชาติ ก็คิดว่าการช่วยชาติที่ดีที่สุด คือการผลิตคนดีเข้าสู่สังคม เพราะเด็กเป็นอนาคตของชาติ 

 

 

solarmonk

ตอนเป็นเด็กอาตมาเคยขาดโอกาสทางการศึกษา จึงไม่อยากให้เด็กๆ ขาดโอกาสเหมือนอาตมา

“ทุกวันนี้สิ่งที่เห็นคือ ความขัดสน ความยากแค้นของคนในชุมชน และส่งผลกระทบไปถึงระดับชาติ เมื่อเด็กไม่รู้หนังสือ อ่านหนังสือไม่ออก จะอยู่อย่างไรในสังคม อนาคตของประเทศชาติจะเป็นอย่างไร หากสถานการณ์ยังเป็นแบบนี้ อาตมามองจากจุดนี้ จึงอยากให้พวกเขามีโอกาสทางการศึกษา  เพราะถ้าไม่มีการศึกษา เด็กๆ ก็จะไม่มีแรงจูงใจอะไรในชีวิต ไม่มีเครื่องมือในการหาเลี้ยงตัวเอง” นี่คือแรงผลักสำคัญที่ทำให้พระอาจารย์มีพลังในการทำสิ่งๆต่าง โดยไม่ย่อท้อ

ทฤษฏี…สู่ปฏิบัติเศรษฐกิจพอเพียง  เริ่มจากห้องเรียนบ้านดิน 

เป้าหมายของหลักเศรษฐกิจพอเพียง คือ การที่เราสามารถพึ่งพาตนเอง มีความมั่นคงในชีวิต แต่การที่จะไปถึงจุดนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ทุกอย่างต้องเกิดจากการลงมือทำ และการมีจิตใจที่มั่นคง ไม่ย้อท้อต่อความยากลำบาก  “อยากได้ต้องสร้างเอง กินทุกอย่างที่ปลูก ปลูกทุกอย่างที่กิน”  ไม่ใช่คำพูดลอยๆอีกต่อไปแล้ว  แต่เป็นการลงมือทำจริงๆที่โรงเรียนแห่งนี้

img_1749

ปั้นดินเป็นอาคารเรียน

จากจุดเริ่มต้นของโรงเรียนซึ่งมีปัจจัยเพียงน้อยนิดจากการบริจาค พระอาจารย์จึงตัดสินใจพาเด็กๆสร้างอาคารเรียนแบบบ้านดิน เพราะเป็นแนวทางที่ประหยัดที่สุดและสามารถทำได้ตัวเอง ทุกคนลงมือปั้นดินเป็นด้วยตัวเองนับพันนับหมื่นก้อนเพื่อสร้างอาคารเรียนบ้านดินด้วยตัวเอง ทำให้เด็กๆมีความภูมิใจมาก เพราะเป็นห้องเรียนที่ทุกคนสร้างมากับมือ ซึ่งถือเป็นการเรียนรู้เรื่องเศรษฐกิจพอเพียงที่เกิดจากการปฏิบัติอย่างแท้จริง  ซึ่งรวมถึงโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆด้วย ไม่ว่าจะเป็นห้องสมุด บ้านพักครู อาคารพยายาม ถูกสร้างขึ้นมาจากเศษไม้ เศษเหล็กเก่าๆ เพื่อเป็นการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า

อย่างไรก็ตามห้องเรียนบ้านดินขนาด 112 ตารางเมตรที่สร้างไว้ ยังไม่เพียงพอ จึงเป็นที่มาของการสร้างอาคารเรียน 4ชั้น มูลค่าการก่อสร้าง 18 ล้านบาท โดยพระอาจารย์ตัดสินใจขายบ้านตัวเองและชวนแม่และน้องชายมาอยู่ที่โรงเรียนด้วยกัน

581103_385322681584469_887101922_n

ห้องเรียนบ้านดิน ที่สร้างขึ้นเอง

 

ปลูกผัก-ทำนา แหล่งผลิตอาหารเกษตรอินทรีย์ เรียนที่นี่ต้องสตรอง 

ขณะที่การสร้างแหล่งผลิตอาหารแบบเกษตรอินทรีย์ ก็เป็นภารกิจที่สำคัญของนักเรียนที่นี่  เพื่อเป็นอาหารกลางวันของทุกคน ไม่ว่าจะเป็นการปลูกผัก เพาะเห็ด การปลูกข้าว โดยเฉพาะในเรื่องการปลูกข้าวที่ทางโรงเรียนใช้วิธีปลูกข้าวต้นเดียว เพื่อเพิ่มผลการผลิต ซึ่งเป็นวิธีการทำนาแบบใหม่ที่กำลังเป็นที่นิยมในระดับโลก  โดยน้องๆโรงเรียนศรีแสงธรรม ต้องลงมือ ไถนา ดำนา เกี่ยวข้าว ด้วยตัวเอง สร้างความตื่นตะลึงกับให้ผู้ที่ได้เห็นเป็นอย่างมาก เมื่อเห็นเด็กสมัยนี้ทั้งหญิงชายสามารถขับรถไถนาได้

ครูไถนา

ครูช่วยกันไถนา

รวมถึงโปรการทำหลุมพอเพียง ถือเป็นเรียนรู้เรื่องเกษตรอินทรีย์อย่างแท้จริง เพราะมีทั้งการปลูกไม้ยืนต้น ไม้ระยะกลาง และ ผัก โดยเด็กๆต้องลงมือขุดหลุมขนาดใหญ่ 2×2ลึก 1 เมตร รวมทั้งต้องเรียนรู้การปรุงดินให้พืชด้วยเพราะดินในพื้นที่เป็นดินทรายทั้งหมด

12799081_975318289251569_4893188184870281671_n

หลุมพอเพียง

เหล่านี้ คือ ตัวอย่างเบื้องต้น ที่โรงเรียนได้ประยุกต์ใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียงในการจัดการศึกษา โดยเด็กๆได้มีส่วนร่วม ได้ลงมือทำ ได้สร้างผลงานด้วยตัวเอง และสามารถนำความรู้ดังกล่าวกลับไปใช้เพื่อแบ่งเบาภาระพ่อแม่ และเลี้ยงตัวเองในอนาคตได้   เพราะทำมาหมดแล้วทุกอย่าง และปี 2560 ได้เริ่มปลูกดอกไม้เมืองหนาวคือแกลดิโอลัสขึ้นมาอีก

img_6964

แกลดิโอลัสที่นักเรียนกำลังทดลองปลูก

จุดเริ่ม “โซลาเซลล์” เพราะไม่มีอุปกรณ์การเรียนการสอน  

ขณะที่ประเด็นเรื่องพลังงานทดแทน ที่โรงเรียนได้รับการยกย่องว่าเป็นโรงเรียนต้นแบบ จนกลายเป็นแหล่งเรียนรู้ที่สำคัญของประเทศ แต่ใครจะรู้บ้างว่า ทั้งหมดที่เกิดขึี้น มาจากขาดแคลนอุปกรณ์การเรียนการสอน มองออกมาก็เห็นแค่ “แดด” เท่านั้น  และการเดินทางเรื่องพลังงานทดแทนก็เริ่มจากวันนั้น

พระอาจารย์เล่าให้ฟังว่า  ตอนนั้นเพิ่งย้ายเข้าอาคารเรียนใหม่ๆ เป็นวิชาวิทยาศาสตร์ แต่ในห้องไม่มีอุปกรณ์การสอนเลย  มีแต่ “แดด” จึงคิดว่าน่าจะมีการใช้ประโยชน์จากแดด ซึ่งเป็นทรัพยากรที่ไม่มีหมด

“ตอนนั้นมีเพียงแผ่นโซลาเซลล์เก่าๆแตกๆที่พังแล้วมาซ่อม และทดลองใช้ในรูปแบบต่างๆ เช่น ที่ชาร์จมือถือ ทำโคมไฟ จากนั้นก็ขยายความรู้ไปเรื่อยๆ ด้วยการเข้าร่วมประกวดโครงการงานต่างๆได้รับรางวัลประเทศมากมาย ในที่สุดจึงเดินหน้าติดตั้งโซลาเซลล์ขนาด 6 กิโลวัตต์ เพื่อใช้ผลิตไฟฟ้าทั้งหมด ทำให้ค่าไฟลดลงอย่างมากจากเดือนละ 6,000 บาท เหลือเพียง40 บาท”

11401498_837079103075489_5908363423777073304_n

สอนวิชาโซล่าร์เซลล์ในโรงเรียน

ไม่หมดเพียงเท่านี้ เพราะทางโรงเรียนยังได้มีประยุกต์ใช้โซลาเซลล์กับเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ เช่น ตู้น้ำดื่มพลังงานแสงอาทิตย์  เครื่องสูบน้ำพลังแสงอาทิตย์เข้าแปลงผักต่างๆ   รวมถึงการประดิษฐ์นวัตกรรมใหม่จากโซลาเซลล์ ไม่ว่าจะเป็น รถสามล้อพลังแสงอาทิตย์ ไฟฉายขอข้าว วิทยุไม่เอาถ่าน เพื่อจำหน่ายให้กับประชาชนที่สนใจ โดยรายได้หลังจากหักค่าใช้จ่ายถูกนำมาใช้เป็นค่าอาหารกลางวันและค่ารถรับส่งของโรงเรียน

50082553_1123850711072862_6955817071947022336_n.jpg

ไฟฉายขอข้าว จัดทำเพื่อหาทุนอาหารกลางวัน

ลุยสร้างแสงสว่างให้ชุมชน โดยทีมช่างกระโปรงบานขาสั้น 

เมื่อไฟฟ้าในโรงเรียนมีความมั่นคงแล้ว พระอาจารย์ได้เดินหน้าคิดหาทางช่วยเหลือชุมชนโดยนำโซลาเซลล์มาประยุกต์ใช้กับการเกษตร ซึ่งเป็นอาชีพหลักของคนไทย เช่น โซลาเซลล์เคลื่อนที่ “รถเข็นผลิตไฟฟ้าชุดนอนนา” ที่สามารถใช้กับเครื่องสูบน้ำ และเครื่องใช้ไฟฟ้าที่จำเป็น อย่างวิทยุ โทรทัศน์ได้ พัดลม เพื่อให้ชาวนาเข็นไปนอนเฝ้านาอย่างสะดวกสบายมากขึ้น เพราะไม่ต้องเสียค่าน้ำมันแพงๆอีกต่อไป ใช้แดดร้อนๆในนา เป็นพลังงานได้เลย ทำให้เป็นที่ได้รับความนิยมและเป็นที่ชื่นชมเป็นอย่างมาก

 

 

รวมถึงการเปิดอบรมเรื่องโซลาเซลล์ให้กับบุคคลที่สนใจ  เข้ามาดูงานทีโรงเรียน รวมถึง การเข้าไปช่วยติดตั้งโซลาเซลล์ทั้งแบบออฟกริด และ ออนกริด โดยทีมงานก็ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นเด็ก ม.ปลาย โรงเรียนศรีแสงธรรมนี่เอง เพราะเด็กๆที่นี่ต้องเรียนเรื่องพลังงานทดแทนตั้งแต่เข้า ม.1 จึงมีทักษะต่อไฟฟ้าแบบต่างๆได้อย่างคล่องแคล่ว

เพราะฉะนั้น เสาร์- อาทิตย์ของเด็กโรงเรียนนี้ จึงพิเศษกว่าที่อื่นๆ เพราะพระอาจารย์ได้พาเด็กๆไปปฏิบัติงานจริงในภาคสนามอย่างเต็มที่ เพื่อเพิ่มทักษะ และเป็นรายได้พิเศษให้กับเด็กๆอีกด้วย โดยผลงานล่าสุดคิดติดตั้งไฟฟรีให้กับโรงพยาบาล50พรรษามหาวชิราลงกรณ และมีโครงการจะติดตั้งให้กับโรงพยาบาลทั่วประเทศที่สนใจและพร้อมเข้าร่วมโครงการ

IMG_9217

ทีมงานช่างขอข้าว

ผลงานดังกล่าวเป็นที่ประทับใจของชุมชนเป็นอย่างมาก ที่แทบไม่เชื่อด้วยสายตาว่าเด็กชั้น ม.ปลาย จะมีทักษะในการติดตั้งระบบโซลาเซลล์ได้ อีกทั้งยังใช้เวลาแค่ 1 วันต่อ 1โปรเจคเท่านั้น ซึ่งถือว่าเร็วมากและเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนของชาวบ้านได้อย่างทันท่วงที 

48383248_2089822834467770_4090669595948482560_n
ผลักดันสถานที่ราชการ- วัดในเมือง ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ 

นอกจากจะมุ่งมั่นให้แสงสว่างต่อชุมชนในพื้นที่ต่างๆในพื้นที่ห่างไกลแล้ว พระครูวิมลฯยังมุ่งมั่นผลักดันให้สถานที่ราชการ วัด ในเมืองที่ใช้ไฟช่วงกลางวันจำนวนมาก ใช้โซล่าเซลล์เพื่อลดรายจ่าย โดยเมื่อปลายปีที่แล้ว พระครูวิมลฯได้เป็นผู้นำในการวางระบบการติดตั้งโซลาเซลล์ขนาด 27 กิโลวัดต์ ที่วัดยานนาวา พระอารามหลวง ซึ่งได้นำร่องเป็นวัดต้นแบบในเมืองพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งสามารถลดค่าไฟได้เดือนละประมาณ 18,000 บาท 

12239934_921176064665792_5678086772617211910_n

พระอาจารย์บอกว่า อยากให้ โรงพยาบาล โรงเรียน มหาวิทยาลัย ที่ใช้ไฟฟ้าจำนวนมากในตอนกลางวัน พิจารณาเรื่องการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ เพราะสามารถลดรายจ่ายได้ และเป็นการช่วยชาติ สามารถนำเงินที่เหลือไปซื้ออุปกรณ์การแพทย์และการศึกษาเพิ่มเติมได้

ถ้าสถาบันการศึกษาต่างๆที่ใช้ไฟฟ้าเกิน 1 เมกะวัตต์ทดลองผลิตใช้เองก็จะประหยัดค่าไฟได้ประมาณเดือนล่ะหกแสนบาท หรือปีละ 7.2 ล้านบาท หากทำ สักพันแห่งทั่วประเทศจะมีเงินเหลือ 7.2 X 1,000 เท่ากับประมาณ 7,000 ล้านต่อปีเกิดการจ้างงานมากมายหรือนำ เงินมาพัฒนาระบบการศึกษาได้นี่คือประโยชน์ของการทำ โซลาร์เซลล์ อย่าบอกว่ามันแพงอาตมาซื้ออุปกรณ์ทั้งหมดรวมเป็นเงิน 1.8 แสนบาท ประหยัดค่าไฟเดือนละ 6,000 บาท เพราะเราซื้อแผ่นโซลาร์เซลล์16 บาทต่อวัตต์ซึ่งสามารถใช้งานได้  25 ปี จึงถือว่าคุ้มค่ามาก ” พระอาจารย์คำนวนตัวเลขอย่างคล่องแคล่ว

Net Metering วาระแห่งชาติ 

ในฐานะที่ทำงานด้านพลังงานทดแทนมาเป็นเวลานาน  สิ่งที่พระครูวิมลปัญญาคุณ อยากเห็นมากที่สุด คือการที่รัฐรับซื้อไฟฟ้าจากครัวเรือน ( Net Metering) ซึ่งจะเป็นสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจไทยอย่างแท้จริง 

พระครูวิมลปัญญาคุณ  ขยายความว่า  เมื่อทุกบ้านสามารถสร้างรายได้จากหลังคาของตัวเองได้ก็จะช่วยให้พวกเขามีรายได้และมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น แม้จะเพียงแค่เดือน 1000-2,000 บาท แต่สำหรับคนบ้านนอกถือว่าเยอะมาก

ถ้ามองภาพใหญ่ขึ้นไป มันคือการกระตุ้นเศรษฐกิจจากรากหญ้าขึ้นมา หรืออาจให้เขาทำ เป็นกลุ่ม คือกองทุนหมู่บ้านละล้าน เอาเงินมาลงทุนทำ โซลาร์เซลล์แล้วรัฐรับ ซื้อจากเขา ลองรัฐบาลรับซื้อ 4 ปี เชื่อว่าจะมีเงินคืนทุน เพราะขนาดอาตมา ทำประมาณ 3 ปีก็คืนทุนแล้ว อีกทั้งพลังงานแสงอาทิตย์ยังเป็นพลังงานสะอาด ไม่เข้าใจว่าทำไมรัฐยังก้าวไม่พ้นพลังงานจากถ่านหิน ซึ่งเป็นอันตรายต่อประชาชนในทุกด้าน

 

ฉะนั้นหากรัฐมีการส่งเสริมให้แต่ละระดับสามารถผลิตไฟฟ้าได้เองตามศักยภาพและรับซื้อพลังงานทุกรูปแบบ ตั้งแต่ระดับครัวเรือน หมู่บ้าน ตำบล ก็จะช่วยเพิ่มรายได้ต่อครัวเรือน ทำ ให้ระบบเศรษฐกิจดีขึ้น และหากภาคประชาชนสามารถผลิตไฟฟ้าได้เกินปริมาณที่ใช้อยู่ก็จะช่วยให้ระบบโครงข่ายไฟฟ้ามีไฟฟ้าในระบบเพิ่มมากขึ้นโดยภาครัฐไม่ต้องลงทุนการผลิตไฟฟ้าเพิ่มเลย

เราดูตัวอย่างจากประเทศที่ประสบผลสำเร็จด้านพลังงานแสงอาทิตย์ก็ได้ เช่น ประเทศเยอรมนี เขารับซื้อไฟทั้งหมดที่ผลิตได้จากประชาชน ก็ทำ ให้วิกฤติการขาดแคลนพลังงานหมดสิ้นไปภายในระยะไม่กี่เดือนและมีพลังงานเพิ่มขึ้นอย่างมากมาย อาตมาอยากเห็นประเทศไทยก้าวไปสู่จุดนั้นบ้าง” พระครูวิมลปัญญาคุณ กล่าว

โรงเรียนวัด  Go Online  

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าทางโรงเรียนจะเน้นการปฏิบัติอย่างมากมาย แต่ทางทฤษฎีและการสอบต่างๆ โรงเรียนก็ไม่ได้ละทิ้ง  เพราะน้องๆโรงเรียนศรีแสงธรรมสามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยของรัฐได้ 100% จนลบข้อกังขาในเรื่องการจัดการศึกษาแบบเศรษฐกิจพอเพียงที่หลายคนกังวลว่าจะมีจุดอ่อนเรื่องทฤษฎีไปอย่างสิ้นเชิง

เหตุที่เป็นเช่นนี้ เพราะแม้จะเป็นโรงเรียนวัดที่อยู่ห่างไกล แต่พระอาจารย์ได้ระดมสรรพความรู้ทั้งหลายที่มีอยู่ในอินเตอร์เน็ต  โดยเฉพาะติวเตอร์ออนไลน์ต่างๆ ทั้งฟรีและดี จัดเต็มให้นักเรียนอย่างต่อเนื่อง ทำให้คะแนนO-Net  ของเด็กที่นี่สูงไม่แพ้โรงเรียนอื่นๆ  เพราะติวพิเศษกันทุกเสาร์-อาทิตย์ นอกจากนี้ยังมีอาสาสมัครต่างชาติมาสอนเพื่อเพิ่มทักษะด้านภาษาอังกฤษให้นักเรียนอีกด้วย

img_1332

สมาธิก่อนเข้าเรียนวันละ 10-15 นาที

นอกจากนี้องค์ความรู้ต่างๆของโรงเรียนก็ Go Online ให้ประชาชนทั่วไปได้เรียนรู้ร่วมกัน  โดยผ่านช่องทาง Social Media ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น  Facebook YoutubeBlog ที่พระอาจารย์เป็นแอดมินหลัก ทั้ง โพสต์ ถ่ายรูป ถ่ายวิดิโอ ตัดต่อเอง ในทุกกิจกรรมที่โรงเรียนทำ

ที่พิเศษที่สุด คือ วิดิโอธรรมะตอนเช้า ที่นักเรียนต้องนั่งสมาธิก่อนเข้าเรียนวันละ 10 -15 นาที โดยมีพระอาจารย์เทศนาเรื่องต่างๆอบรมขัดเกลาจิตใจนักเรียนด้วยหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าทุกวัน และวิดิโอนั้นก็ได้ถูกเผยแพร่ในเฟซบุคทุกวัน  เพื่อเป็นข้อเตือนใจให้กับคนทั่วไปด้วย

จึงเรียกได้ว่าการจัดการศึกษาของโรงเรียนแห่งนี้ เป็นมิติใหม่ของการศึกษาไทย ที่มีการผสมกันระหว่าง หลักธรรม แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง และเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อให้เด็กๆได้เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงของบริบทโลก

ทั้งหมดนี้ คือ เรื่องราวของโรงเรียนต้นแบบที่สร้างแสงสว่างทั้งทางปัญญา และสร้างแสงสว่างให้กับชุมชนและสร้างความเข้มแข็งให้กับประเทศ โดยพระอาจารย์ฯ ย้ำปิดท้ายว่า  อยากให้ทุกพื้นที่มีโอกาสได้รู้จักโซล่าเซลล์ เพราะเป็นเทคโนโลยีที่ใช้ง่ายมากง่ายกว่าการตากผ้า   เพราะตั้งอยู่กลางแดด 5 นาทีก็มีไฟใช้ได้แล้วอีกทั้งยังเป็นเทคโนโลยีที่ง่ายต่อการดัดแปลงไปใช้ในบริบทต่างๆของชุมชน ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ไม่ต้องสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่ม ไม่ต้องมีความขัดแย้งกันอีกต่อไป เพราะทุกคนสามารถผลิตพลังงานกันเองได้เลย  หากโรงเรียนกลางป่าอย่างศรีแสงธรรม สามารถทำได้ทุกที่ในประเทศไทยก็สามารถทำได้เช่นกัน

 

1959638_553712401412162_596325085_n

ห้องเรียนบ้านดิน

และกำลังมีโครงการพัฒนาปรับปรุงภูมิทัศน์ของโรงเรียนให้เพียงพอต่อการใช้งานซึ่งมีนักเรียนเพิ่มมากขึ้น แต่พื้นที่พักผ่อนหรือ ที่หลบแดดฝนตอนพักเที่ยง รวมไปถึงอาคารปฏิบัติการต่างๆ ยังขาดแคลนอีกจำนวนมาก ได้แต่หวังว่าจะมีผู้บริจาคช่วยเหลือสนับสนุนต่างๆ ให้ฝันของโรงเรียนแห่งนี้เป็นโรงเรียนดีใกล้บ้านได้ ซึ่งได้วางผังบริเวณไว้แล้ว

 

 

 

 

img_1215

อาคารวิจัยระบบพลังงานโรงเรียนศรีแสงธรรม

ฉะนั้นหากรัฐมีการส่งเสริมให้แต่ละระดับสามารถผลิตไฟฟ้าได้เองตามศักยภาพและรับซื้อพลังงานทุกรูปแบบ ตั้งแต่ระดับครัวเรือน หมู่บ้าน ตำบล ก็จะช่วยเพิ่มรายได้ต่อครัวเรือน ทำ ให้ระบบเศรษฐกิจดีขึ้น และหากภาคประชาชนสามารถผลิตไฟฟ้าได้เกินปริมาณที่ใช้อยู่ก็จะช่วยให้ระบบโครงข่ายไฟฟ้ามีไฟฟ้าในระบบเพิ่มมากขึ้นโดยภาครัฐไม่ต้องลงทุนการผลิตไฟฟ้าเพิ่มเลย

เราดูตัวอย่างจากประเทศที่ประสบผลสำเร็จด้านพลังงานแสงอาทิตย์ก็ได้ เช่น ประเทศเยอรมนี เขารับซื้อไฟทั้งหมดที่ผลิตได้จากประชาชน ก็ทำ ให้วิกฤติการขาดแคลนพลังงานหมดสิ้นไปภายในระยะไม่กี่เดือนและมีพลังงานเพิ่มขึ้นอย่างมากมาย อาตมาอยากเห็นประเทศไทยก้าวไปสู่จุดนั้นบ้าง” พระครูวิมลปัญญาคุณ กล่าว

โรงเรียนวัด  Go Online  

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าทางโรงเรียนจะเน้นการปฏิบัติอย่างมากมาย แต่ทางทฤษฎีและการสอบต่างๆ โรงเรียนก็ไม่ได้ละทิ้ง  เพราะน้องๆโรงเรียนศรีแสงธรรมสามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยของรัฐได้ 100% จนลบข้อกังขาในเรื่องการจัดการศึกษาแบบเศรษฐกิจพอเพียงที่หลายคนกังวลว่าจะมีจุดอ่อนเรื่องทฤษฎีไปอย่างสิ้นเชิง

เหตุที่เป็นเช่นนี้ เพราะแม้จะเป็นโรงเรียนวัดที่อยู่ห่างไกล แต่พระอาจารย์ได้ระดมสรรพความรู้ทั้งหลายที่มีอยู่ในอินเตอร์เน็ต  โดยเฉพาะติวเตอร์ออนไลน์ต่างๆ ทั้งฟรีและดี จัดเต็มให้นักเรียนอย่างต่อเนื่อง ทำให้คะแนนO-Net  ของเด็กที่นี่สูงไม่แพ้โรงเรียนอื่นๆ  เพราะติวพิเศษกันทุกเสาร์-อาทิตย์ นอกจากนี้ยังมีอาสาสมัครต่างชาติมาสอนเพื่อเพิ่มทักษะด้านภาษาอังกฤษให้นักเรียนอีกด้วย

img_1332

สมาธิก่อนเข้าเรียนวันละ 10-15 นาที

นอกจากนี้องค์ความรู้ต่างๆของโรงเรียนก็ Go Online ให้ประชาชนทั่วไปได้เรียนรู้ร่วมกัน  โดยผ่านช่องทาง Social Media ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น  Facebook YoutubeBlog ที่พระอาจารย์เป็นแอดมินหลัก ทั้ง โพสต์ ถ่ายรูป ถ่ายวิดิโอ ตัดต่อเอง ในทุกกิจกรรมที่โรงเรียนทำ

ที่พิเศษที่สุด คือ วิดิโอธรรมะตอนเช้า ที่นักเรียนต้องนั่งสมาธิก่อนเข้าเรียนวันละ 10 -15 นาที โดยมีพระอาจารย์เทศนาเรื่องต่างๆอบรมขัดเกลาจิตใจนักเรียนด้วยหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าทุกวัน และวิดิโอนั้นก็ได้ถูกเผยแพร่ในเฟซบุคทุกวัน  เพื่อเป็นข้อเตือนใจให้กับคนทั่วไปด้วย

จึงเรียกได้ว่าการจัดการศึกษาของโรงเรียนแห่งนี้ เป็นมิติใหม่ของการศึกษาไทย ที่มีการผสมกันระหว่าง หลักธรรม แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง และเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อให้เด็กๆได้เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงของบริบทโลก

ทั้งหมดนี้ คือ เรื่องราวของโรงเรียนต้นแบบที่สร้างแสงสว่างทั้งทางปัญญา และสร้างแสงสว่างให้กับชุมชนและสร้างความเข้มแข็งให้กับประเทศ โดยพระอาจารย์ฯ ย้ำปิดท้ายว่า  อยากให้ทุกพื้นที่มีโอกาสได้รู้จักโซล่าเซลล์ เพราะเป็นเทคโนโลยีที่ใช้ง่ายมากง่ายกว่าการตากผ้า   เพราะตั้งอยู่กลางแดด 5 นาทีก็มีไฟใช้ได้แล้วอีกทั้งยังเป็นเทคโนโลยีที่ง่ายต่อการดัดแปลงไปใช้ในบริบทต่างๆของชุมชน ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ไม่ต้องสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่ม ไม่ต้องมีความขัดแย้งกันอีกต่อไป เพราะทุกคนสามารถผลิตพลังงานกันเองได้เลย  หากโรงเรียนกลางป่าอย่างศรีแสงธรรม สามารถทำได้ทุกที่ในประเทศไทยก็สามารถทำได้เช่นกัน

1959638_553712401412162_596325085_n

ห้องเรียนบ้านดิน

และกำลังมีโครงการพัฒนาปรับปรุงภูมิทัศน์ของโรงเรียนให้เพียงพอต่อการใช้งานซึ่งมีนักเรียนเพิ่มมากขึ้น แต่พื้นที่พักผ่อนหรือ ที่หลบแดดฝนตอนพักเที่ยง รวมไปถึงอาคารปฏิบัติการต่างๆ ยังขาดแคลนอีกจำนวนมาก ได้แต่หวังว่าจะมีผู้บริจาคช่วยเหลือสนับสนุนต่างๆ ให้ฝันของโรงเรียนแห่งนี้เป็นโรงเรียนดีใกล้บ้านได้ ซึ่งได้วางผังบริเวณไว้แล้ว

009

ผังบริเวณโรงเรียนปี 2560

และยังมีเรื่องราวดีๆ จากโรงเรียนศรีแสงธรรรมสามารถติดตามได้ที่ Facebook พระครูวิมลปัญญาคุณ

แกลดิโอลัส

img_3338

ดอกแกลดิโอลัส

ดอกคำมั่นสัญญา 

เป็นชื่อที่เรียกกันเป็นภาษาไทย ซึ่งเป็นดอกไม้เมืองหนาว ที่มีแหล่งกำเนิดในต่างประเทศ มีชื่อว่า แกลดิโอลัส หรือ ซ่อนกลิ่นฝรั่ง เป็นไม้ตัดดอกที่ได้รับความนิยมสูงในปัจจุบันมีสีสัน สะดุดตา เชน สีขาว เหลือง ชมพูแดง ม่วง ส้ม มี  ช่อดอกยาว เหมาะสําหรับปลูกเพื่อตัดดอกเป็นการค้าเพราะสามารถตัดช่อดอกได้ตั้งแต่ดอ่กยั้งไม่บาน แกลดิโอลัสเป็นที่นิยมปลูกเพราะปลูกง่าย อายุสั้นให้ผลผลิตเร็ว สภาพเมืองไทยใช้เวลาจากวันงอกจนถึงดอกบานตั้งแต่ 70-105 วันแล้วแต่พันธุ์ ฤดูกาลและสถานที่ปลูก ความสูงของต้นมีตั้งแต่ 18-48 นิ้ว พันธุ์ที่ปลูกในปัจจุบันเป็นพันธุ์ที่ส่งมาจากต่างประเทศโดยใช้หัว (corn) ปลูก เมื่อปลูกหัวเก่าจะฝ่อไปและเกิดหัวใหม่ขึ้นแทนซึ่งเก็บไว้ขยายพันธุ์ต่อไปได้

img_5262

การคัดเลือกหัวพันธุ์เพื่อเตรียมปลูก

การปลูกแกลดิโอลัส

  1. การเตรียมดิน

เนื่องจากแกลดิโอลัสเป็นพืชหัว ดินที่เหมาะสมจึงเป็นดินร่วนปนทราย มีอินทรียวัตถุสูง ระบายนํ้าดี และเก็บความชื้นดี แปลงปลูกควรกว้างประมาณ 1 เมตร ส่วนความยาวแล้วแต่ขนาดของพื้นที่ ระยะห่างระหว่างแถว 20 ซม. ระหว่างต้นห่างกัน 15 ซม. แต่ละแถวทำเป็นร่อง ลึก 10 ซม. ยาวตลอดแปลงปลูก

img_3604

การเตรียมแปลงทดลองของนักเรียน

2.การปลูกและการดูแลรักษา

การปลูกแกลดิโอลัสให้ได้ดอกที่มีคุณภาพดี ควรการคัดขนาดของหัวก่อนนำ ไปปลูก โดยคัดหัวที่มีขนาดใกล้เคียงกัน และเป็นหัวที่มีอาหารสะสมอยู่มาก สังเกตได้จากเส้นผ่าศูนย์กลางของ หัวควรมีขนาดอย่างตํ่า 1.5 นิ้ว และส่วนบนของหัวนูนแหลมขึ้น ไม่ควรเลือกหัวที่บุบลึกลงเพราะทำให้ต้นที่งอกใหม่ไม่แข็งแรง เนื่องจากเป็นหัวเก่าการปลูกต้องฝังหัวลึกพอสมควร ขึ้นอยู่กับ ขนาดของหัวและลักษณะดิน แล้วจึงกลบดินคลุมทับด้วยฟางข้าวหรือพลาสติก เพื่อรักษาความชื้น และกำจัดวัชพืชได้ง่ายขึ้น การให้นํ้าควรให้อย่างสมํ่าเสมอโดยเฉพาะอย่างยิ่งในฤดูที่มี อากาศร้อนจัดและในระยะที่แท่งช่อดอกไม่ควรให้ต้นขาดนํ้า

img_6962

การปลูกแกลดิโลลัสในแปลงทดลองของโรงเรียน

การตัดดอก

แกลดิโอลัสจะให้ดอกเมื่ออายุประมาณ      70-120 วันหลังปลูกและควรตัดดอกเมื่อดอกล่างสุด   2-4 ดอกปรากฏสีของดอก (ยังไม่บาน) โดยใช้มีดคม ๆ ตัด การตัดควรเหลือทิ้งใบไว้บนต้นอย่างน้อย 4-5 ใบเพราะถ้าตัดตํ่าเกินไปจะทำให้หัวใหม่มีขนาดเล็กและไม่สมบูรณ์ หลังจากตัดดอกแล้วควรแช่นํ้าทันที คัดขนาดของช่อดอกให้เสมอกันโดยพิจารณาจากความยาว ของช่อดอกและจำ นวนดอกในแต่ละช่อ จากนั้นนำ ช่อดอกมามัดรวมกัน มัดละประมาณ 20 ช่อ และเพื่อป้องกันดอกสูญเสียนํ้ามากเกินไปควรห่อให้มิดด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์เมื่อขนส่งจึงบรรจุใส่กล่อง  ถ้าเป็นไปได้ควรเก็บดอกไว้ที่ห้องเย็นอุณหภูมิ 4-6 องศาเซลเซียส ในระหว่างรอการ ขนส่ง เพราะสามารถยืดอายุอายุการเก็บรักษาได้  3-7 วัน ในทุกขั้นตอนของการดำเนินการควร ใส่ช่อตั้งขึ้นเพราะถ้าวางในแนวราบปลายช่อดอกจะโค้งงอเนื่องจากการต้านแรงดึงดูดของโลก

img_3342

ดอกแกลดิโอลัสที่บานในแปลง

จากการทดลองปลูก และให้นักเรียนได้ศึกษาทดลองเพื่อสังเกตการเจริญเติมโต และลักษณะต่างๆ ของดอกแกลดิโอลัสสามารถปลูกได้ดีจนมีผู้มาเยี่ยมชมอยู่เป็นประจำ เพราะสามารถปลูกได้ตลอดทั้งปี นอกจากนี้ทางโรงเรียนยังขยายหัวพันธุ์เองได้ด้วย

img_4882

นักเรียนกำลังสังเกตการเจริญเติบโตของแกลดิโอลัส

ทั้งนี้โรงเรียนยังได้นำดอกแกลดิโอลัสจากแปลงไปร่วมประดับในงานอุ่นไอรักครั้งที่ 2 ที่จัดขึ้นที่พระลาน พระราชวังดุสิตอีกด้วย

 

 

นอกจากจะไปประดับตามงานที่ใช้ทั้งต้นแล้วยังสามารถจัดแจกันรูปแบบต่างๆ ได้ ซึ่งมีอายุประมาณ 7-10 วัน โดยก็จะโรยไปทีละดอกๆ และจะค่อยๆ บานขึ้นไปเรื่อยๆ จนถึงยอด

50553648_2122929084490478_542354017573928960_n

หากสนใจรายละเอียดเพิ่มเติมหรือมีความประสงค์จะเข้ามาชมแปลงดอกไม้ของโรงเรียน หรือจะสั่งจองไปประดับงาน รวมทั้งจองดอกไปจัดงาน ติดต่อได้ที่ผู้อำนวยการ โรงเรียนศรีแสงธรรม 212 ม.5 บ.ดงดิบ ต.ห้วยยาง อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี 089 283 5885 ผอ.จิราภรณ์ ว่องไว

แจ่วบอง

แจ่วบองผอ

แจ่วบองผอ.

เสียงสะเทือนเลือนลั่น เมื่อ ผอ. กับครูและนักเรียนโรงเรียนศรีแสงธรรม ตำแจ่วบอง เป็นของฝากจากห้องเรียน ที่โรงเรียนได้จัดการเรียนการสอนเพื่อสอดคล้องกับการมีงานทำ มีอาชีพ เรียนแล้วมีรายได้ เรียนไปมีสร้างอาชีพ สร้างชุมชนพึ่งพาตนเองได้

 

แจ่วบองศรีแสงธรรม

คณะครูพากันตำแจ่วบอง

แนวคิดที่จะให้แต่ละวิชาสามารถสร้างอาชีพสร้างรายได้เอง เช่นวิชาโซล่าร์เซลล์ก็รับงานติดตั้งโซล่าร์เซลล์นอกสถานที่ มีรถเข็นไฟฟ้าชุดนอนนา มีระบบประปาโซล่าร์เซลล์,ไฟฉายขอข้าว, และสื่อการสอน การอบรมต่างๆ ที่โรงเรียนได้จัดอบรมโซล่าร์เซลล์เบื้องต้นสำหรับผู้ที่สนใจ

 

 

แจ่วบองกระปุก

แจ่วบองโซล่าร์มาด้วยกันได้

นอกจากนี้ยังมีดอกแกลดิโอลัสกับหัวพันธุ์, ถุงผ้า,และงานปูนปั้นต่างๆกำลังจะทยอยออกผลงานของหมวดศิลปะ ซึ่งจะได้นำเสนอในโอกาสต่อไป

 

 

การศึกษาแบบมีอาชีพ

แจ่วบองม.ต้น

แจ่วบองชุดนี้เป็นของวิชาการงานอาชีพของม.ต้น ช่วยกันทำจากวัตถุดิบในท้องถิ่น มีข่าป่าที่เป็นพืชท้องถิ่น มีกลิ่นหอม มีรสเผ็ดแบบธรรมชาติ หอมกระเทียมปลอดสารพิษ ทั้งนี้ยังเป็นส่งเสริมอาชีพและรายได้ของชุมชนไปอีกทางให้สามารถปลูกข่า หอมกระเทียมมาจำหน่วยได้ด้วย

50127193_2231908400188098_5588963637168439296_n

แจ่วบองศรีแสงธรรม

 

การจัดจำหน่าย

ราคา กิโลกรัมละ 300 บาท 

การจัดส่ง

ถ้าส่งทางเคอรี่จะมีค่าจัดส่งกิโลกรัมละ 50 บาท ถ้าส่งแบบ EMS จะมีค่าส่งประมาณ 110 บาท
ท่านที่สนใจสนับสนุนแจ่วบองของโรงเรียนเพื่อเป็นการสนับสนุนโครงการอาหารกลางวันฟรีที่ทางโรงเรียนจัดให้กับนักเรียน ติดต่อครูโดยตรงที่ 089 283 5885 ผอ.จิราภรณ์ ว่องไว

การสั่งซ์้อ

ให้แจ้งชื่อเบอร์โทร พร้อมหลักฐานการชำระเงิน

โอนเงินได้ที่ น.ส.จิราภรณ์ ว่องไว ธ.กรุงเทพ สาขาเทสโก้ โลตัส พิบูลมังสาหาร เลขที่ 786 017 8586