เป็นมะเร็งแล้วไม่ตาย

10245396_715507831899284_5804965034727341671_n

“เป็นมะเร็งแล้วไม่ตาย”
1 แชร์เท่ากับให้ธรรมทาน
มหาวิทยาลัยไถต้าประเทศไต้หวัน นายแพทย์หวังเจิ่นอิ ผู้เชี่ยวชาญด้านกระเพาะอาหารและลำไส้ ได้บอกด้วยความปราถนาดีว่า ให้กินผลไม้ในช่วงที่ท้องยังว่าง นั่นก็คือก่อนอาหารนั่นเองและหลังอาหารให้ดื่มเครื่องดื่มที่ร้อน
เท่านี้คนที่เป็นมะเร็งก็จะไม่ตายแล้ว

ศาสตราจารย์ นายแพทย์หวังเจิ่นอิ ศาสตราจารย์กิตติมศักดิ์ของมหาวิทยาลัยไถต้าพูดต่อว่า การนำวิธีดังกล่าวมาใช้นั้น สัมฤทธิ์ผลถึง 80% ซึ่งคนไข้ที่ป่วยด้วยโรคมะเร็งมีโอกาสจะหาย ไม่ว่าท่านจะเชื่อหรือไม่ก็ตาม ผมเชื่อว่าวิธีการรักษาได้ถูกค้นพบแล้ว

สำหรับผู้ที่บำบัดและรักษาด้วยวิธีที่ใช้อยู่โดยทั่วไป ซึ่งสุดท้ายผู้ป่วยต้องเสียชีวิตไปและข้าพเจ้ารู้สึกเสียดายเป็นอย่างยิ่ง หลังบำบัดมีคนไข้ไม่กี่คนที่สามารถอยู่รอดได้เกิน 5 ปี ส่วนใหญ่แล้วจะอยู่รอดได้ 2-3 ปีเท่านั้น จึงถูกมองว่าการรักษาที่ใช้โดยทั่วไปดูแล้วไม่น่าจะได้ผล ปกติผู้ป่วยไม่รับการรักษาใดๆทั้งสิ้น ผู้ป่วยก็สามารถอยู่รอดได้ถึง 2-3 ปีอยู่แล้ว การรักษาที่ใช้โดยทั่วไปนั้น คนไข้จะถูกบำบัดด้วยเคมีหรือระบบฉายแสง ซึ่งทำให้เซลที่ดีของคนไข้พลอยได้รับพิษเข้าไปด้วย มีผลทำให้ร่างกายยิ่งอ่อนแอลง เซลจึงไม่มีแรงต่อต้านหรือไม่มีภูมิคุ้มกัน จึงทำให้เชื้อแพร่กระจายเร็วขี้น และมีผลต่อการก่อกำเนิดปฎิกิริยาในด้านอื่นๆอีก

รับประทานผลไม้สด****
เมื่อพูดรับประทานผลไม้สดก็จะนึกถึง ผลไม้หั่นเป็นชิ้นๆ เคี้ยวแล้วรีบกลืนลงท้อง ความจริงไม่ง่ายเช่นนั้น ถ้าต้องการกินให้ได้ผล ต้องพิถีพิถันในเวลารับประทานผลไม้ดังกล่าว
อะไรคือ…การกินแบบถูกวิธี ?

อย่ากินผลไม้หลังอาหาร ควรกินช่วงเวลาที่ท้องว่างเท่านั้น เช่นนี้แล้วผลไม้ถึงจะมีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อ และสามารถให้พลังงานแก่ร่างกาย รวมถึงลดความอ้วนได้อีกด้วย และมีผลต่อการร่วมและการก่อกำเนิดปฎิกิริยาในด้านอื่นๆอีก ผลไม้จึงจัดว่าเป็นอาหารที่มีส่วนสำคัญต่อการดำรงชีวิต
ลองนึกภาพดู ถ้าเรากินขนมปัง 2 แผ่น หลังจากนั้น กินผลไม้ 1 ชิ้น ตามหลักแล้ว ผลไม้จะผ่านผนังกระเพาะอาหารก่อนเข้าสู่ลำไส้ แต่กลับถูกขวางทางจากอาหารอื่นที่รับประทานก่อน เมื่อผลไม้ที่กินเข้าไปผสมกับอาหารและน้ำย่อยที่เป็นกรดในกระเพาะอาหาร สรรพคุณผลไม้ก็ถูกเปลี่ยนไปด้วย

การรับประทานผลไม้ก่อนอาหาร
หลังอาหารแล้วรับประทานผลไม้ คุณคงเคยได้ยินคนบ่นว่า ทุกครั้งที่กินแตงโมก็จะสะอึก ถ้ากินทุเรียนท้องจะจุก หากกินกล้วยหอมจะระบายอ่อนๆ เป็นต้น ซึ่งล้วนแต่มาจากผลไม้และอาหารที่เริ่มย่อยสลายผสมผสานจนเกิดแก๊สขี้นแต่ทว่าถ้ารับประทานผลไม้ก่อนรับประทานอาหาร ก็จะไม่เกิดเหตุดังกล่าว
ผมขาว ผมร่วงศีรษะล้าน เคร่งเครียด นอนไม่ค่อยหลับจนขอบตาดำ เมื่อทานผลไม้ในขณะท้องว่าง ลักษณะดังกล่าวเบื้องต้นก็จะจางหายไป

ดร. เฮ่อโป๋ ได้บอกผลวิจัยไว้ว่า เมื่อผลไม้เข้าสู่ร่างกายจะมีผลเป็นด่าง ดั่งเช่น ส้ม หรือมะนาวที่มีรสเปรี้ยวก็ตาม ก็ล้วนเป็นอาหารที่มีความเป็นด่าง ประเด็นสำคัญคือการรับประทานผลไม้ในเวลาที่ท้องว่าง เพื่อให้ผลไม้ได้ช่วยเสริมความสวยงาม และอายุจะได้ยืนยาวนาน สุขภาพแข็งแรง มีพลามัยที่ดี มีความสุขและหุ่นดีอีกด้วย เมื่อคุณคิดจะดื่มน้ำผลไม้ ก็อย่าดื่มน้ำผลไม้กระป๋อง อย่านำผลไม้หรือน้ำผลไม้ไปอุ่นให้ร้อน เพราะจะเหลือเพียงรสชาติ คุณประโยชน์ที่ดีของผลไม้จะถูกทำลายสิ้น การรับประทานผลไม้ทั้งลูกย่อมดีกว่าดื่มน้ำผลไม้ แต่ถ้าต้องดื่มน้ำผลไม้ต้องดื่มเป็นคำคำ เพื่อให้น้ำลายได้คลุกเคล้ากันให้ทั่ว ก่อนดื่มลงไป
คุณสามารถรับประทานผลไม้ 3 วัน ติดต่อกัน เพื่อชะล้างร่างกายให้สะอาด ผิวพรรณจะนวลผ่อง ผู้พบเห็นจะตื่นตาตื่นใจ

กีวี
ผลเล็กแต่มากด้วยสรรพคุณ ประกอบด้วยสาร โปตัสเซี่ยม แมกเนเซี่ยม วิตามินE และไฟเบอร์ มีวิตามินC เป็น 2 เท่าของผลส้ม

แอปเปิล
มีวิตามีC ต่ำ มีสารต้านอนุมูลอิสระที่จะช่วยให้วิตามินCตื่นตัว ช่วยลดการเกิดมะเร็งในลำใส้ โรคหัวใจและโรคลมชัก จึงมีคำพังเพยที่ว่า “รับประทานแอบเปิลวันละผล แพทย์จะจน เพราะทุกคน สุขภาพดี”

สตรอเบอรี่
เสมือนหนึ่งเป็นผู้คุ้มกันปกป้องร่างกายเพื่อให้มีสุขภาพที่ดี จึงได้รับฉายาว่า ราชาแห่งผลไม้ เพราะสารต้านอนุมูลอิสระ ปกป้องมิให้เกิดมะเร็ง การแข็งตัวของเลือดที่เกิดขึ้นในหลอดเลือดและสารอนุมูลอิสระ

ส้ม
รับประทานวันละ 2-4 ผล สามารถต่อต้านไข้หวัด ลดคอเลสเตอรอล ป้องกันหรือสลายนิ่วในไต ลดการเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งลำใส้

แตงโม
ประกอบด้วยน้ำถึง 95% :ซึ่งแก้กระหายได้ดี มีกลูตาไธโอนเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน มีตัวสำคัญของไลโคปีน สารต้านอนุมูลอิสระ วิตามิน C และโปแทสเซี่ยม

ฝรั่งและมะละกอ
มีวิตามิน C มากที่สุด ฝรั่งมีไฟเบอร์มากซึ่งแก้ท้องผูกได้ดี มะละกอ จะมีแคราตินส่งผลดีต่อดวงตา

เชื่อหรือไม่ ดื่มน้ำเย็นหลังอาหารก็จะเกิดมะเร็งได้ง่าย ดังนั้นหลังอาหารแล้วควรดื่มน้ำร้อน เพราะน้ำเย็นจะทำให้ไขมันที่กินเข้าไปแข็งตัว ซึ่งส่งผลเสียต่อการย่อยไขที่แข็งตัวทำปฎิกิริยากับกรดในกระเพาะ ทำให้ไขเป็นเกล็ดเล็ก ซึ่งง่ายต่อการดูดซึมในลำใส้ และจะฝังในผนังของลำใส้ ก่อตัวเป็นไขมัน ก่อให้เกิดมะเร็งนั่นเอง

ขอบคุณข้อมูลจาก Line

https://www.facebook.com/sisaengtham.ac.th

การปลูกผักแบบ KEY HOLE

การปลูกผักแบบประหยัดน้ำ

keyhole

เทคนิคการทำสวนผักแบบ KEYHOLE เป็นแปลงผักที่ผสานที่ปลูกผักกับที่หมักปุ๋ยไว้ด้วยกันแล้ว ยังเป็นรูปแบบการปลูกผักที่ประหยัดน้ำ สามารถสร้างสรรค์ดีไซน์ให้สวยงามได้อีกด้วย

1374168_747340278636901_9007074021152324302_n  1797411_747340285303567_6175528986434846400_n

อันที่จริงวิธีแบบ KEYHOLE นี้ ค่อนข้างได้รับการส่งเสริมอย่างแพร่หลายในแถบแอฟริกา ด้วยความที่ไม่ต้องใช้น้ำมาก และก็สามารถใช้วัสดุที่มีอยู่ในท้องถิ่นในการทำแปลงได้ รูปแบบที่เห็นส่วนใหญ่ก็จะใช้หินมาเรียงเป็นแปลง และใช้ไม้มาทำเป็นช่องรูสำหรับหมักปุ๋ยตรงกลาง อย่างไรก็ตาม รูปแบบและวัสดุที่นำมาใช้ทำแปลง และทำช่องใส่ปุ๋ย ก็สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสมของพื้นที่ และวัสดุอุปกรณ์ในท้องถิ่นที่แต่คนหาได้

หลักและวิธีการสำคัญในการสร้างแปลงผักแบบ Keyholeมีดังนี้

1. หาพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับการปลูกผัก คือได้รับแดดเต็มวัน หรืออย่างน้อยครึ่งวัน

2. วางแปลงเป็นรูปวงกลม เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 6 ฟุต โดยเว้นที่ตรงกลาง ทำเป็นทางเข้ารูปสามเหลี่ยมมีปลายแหลมไปยังจุดศูนย์กลางแปลง ด้านกว้างของทางเข้าประมาณ 60 เซนติเมตร (คล้ายการตัดเค้กหรือพายออกมา)

10628129_747340261970236_1952458399933210968_n
3. ทำช่องเป็นคล้ายท่อตรงกลางแปลง สำหรับใส่ปุ๋ย โดยท่อนี้อาจจะทำจากไม้ หรือทำจากตะแกรงก็ได้ กะให้มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1 ฟุต สูงประมาณ 3-4 ฟุต
4. คราวนี้ก่อแปลงโดยรอบวงกลม อาจจะใช้หิน ใช้อิฐ ใช้ไม้ หรือวัสดุอื่นๆที่สามารถหา และสร้างสรรค์เป็นแปลงได้ มาทำ
5. ใส่ดินที่ปรุงแล้วลงให้แปลง โดยด้านล่าง ควรหากิ่งไม้ เศษอิฐ เศษหิน มาใส่รองก้นก่อน เพื่อช่วยการระบายน้ำ ที่สำคัญวิธีการใส่ดิน ให้ดินตรงกลางสูงกว่าตรงปลายแปลง คือให้ดินลาดลงตรงปลายรอบแปลง

10603523_747340305303565_7061516064050942534_n
6. ใส่เศษใบไม้ เศษหญ้า เศษอาหารต่างๆ ลงในท่อตรงกลางแปลง
7. รดน้ำให้ชุ่ม ทั้งบริเวณดินในแปลง และในท่อตรงกลาง ทิ้งไว้ประมาณ 1 อาทิตย์
8. จากนั้นเริ่มลงมือปลูกผักลงแปลงได้

1374168_747340291970233_1796565557624125384_n

หลังจากนั้น เมื่อมีเศษผัก เศษอาหารต่างๆ ก็นำมาทิ้งลงในท่อตรงกลางแปลงได้ตลอด แนะนำว่าอย่าใส่น้ำแกง หรือเนื้อสัตว์ลงไป เพราะอาจจะทำให้เกิดกลิ่นได้ และเพื่อป้องกันไม่ให้มีปัญหาเรื่องแมลงรบกวน เมื่อใส่เศษอาหารลงไป ก็อาจหาเศษใบไม้มากลบเล็กน้อย หรือหากระสอบมาปิดตรงปากท่อไว้ก็ได้ อย่าลืมรดน้ำลงในท่อตรงกลางนี้นะคะ คราวนี้น้ำ และปุ๋ยหมักจากท่อตรงกลางก็จะค่อยๆหล่อเลี้ยงบำรุงให้พืชผักเจริญเติบโต

1503277_747340328636896_3470840573161408147_n

หากอยู่ในช่วงฤดูที่มีแสงแดดแรงมาก อาจทำโครงขึ้นมาด้านบน แล้วใช้สแลนพรางแสงช่วยก็ได้
เขาบอกว่าวิธีนี้ช่วยประหยัดน้ำได้มาก คือแทนที่จะต้องรดน้ำมากๆตรงแปลงผัก ก็รดใส่ในท่อนี้ได้เลย น้ำจะค่อยๆหล่อเลี้ยงพืชผักที่ปลูกเอง

มีรายงานผลจากประเทศแอฟริกาว่า ครอบครัวที่ทำแปลง Keyhole นี้ไว้ 3 แปลง สามารถปลูกผักไว้กินได้อย่างพอเพียงในครอบครัวที่มีสมาชิกถึง 10 คน โดยไม่ต้องพึ่งตลาดเลยทีเดียว

540456_747340288636900_741797185109052542_n 1512491_747340308636898_238374281478176284_n 1609578_747340258636903_8326406779621651622_n

ข้อขอบคุณข้อมูล
www.facebook.com/thaicityfarm
ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก
http://www.inspirationgreen.com/keyhole-gardens.html
http://www.sendacow.org.uk/lessonsfromafr…/…/keyhole-gardens
http://overgrowthesystem.com/gardening-in-africa-how-to-ma…/
http://www.texascooppower.com/…/nature-ou…/keyhole-gardening